วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

การปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน

การจัดการปกครองประเทศของประเทศไทยได้นำเอาหลักการรวมอำนาจ หลักการแบ่งอำนาจ และหลักการกระจายอำนาจ มาใช้ผสมผสานกัน กล่าวคือ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้กำหนดออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ซึ่งจัดเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม โดยคณะรัฐมนตรี เป็นผู้กำหนดนโยบาย ดำเนินการจัดระเบียบบริหารราชการตามหลักการรวมอำนาจ
2. ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็นการแบ่งอำนาจของราชการบริหารส่วนกลางให้กับหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัด และอำเภอ เพื่อนำนโยบายของส่วนกลางไปปฏิบัติในเขตพื้นที่ต่างๆ ของประเทศเป็นการดำเนินงานตามหลักการแบ่งอำนาจ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักการรวมอำนาจ
3. การจัดการปกครองโดยใช้หลักการกระจายอำนาจ ประเทศไทยใช้ควบคู่ไปกับหลักการรวมอำนาจเป็นการกระจายอำนาจของรัฐไปสู่ประชาชนในท้องถิ่นเพื่อให้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองในรูปต่างๆ ซึ่งได้กำหนดให้มีในรูปแบบต่างๆ เช่น เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
ปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองโดยยึดอุดมการณ์ในระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด โดยมีเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นสำหรับรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้บัญญัติถึงการปกครองท้องถิ่นไว้โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(1) การจัดการปกครองต้องเป็นไปตามหลักการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ตลอดจนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ส่วนการควบคุมหรือกำกับดูและต้องทำเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในท้องถิ่น หรือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ
(2) การจัดระเบียบการปกครองต้องมีสภาท้องถิ่น และคณะผู้บริหารท้องถิ่น
(3) สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก การแต่งตั้งจะกระทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจำนวนน้อยกว่าที่มากจากการเลือกตั้งซึ่งใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
(4) คณะผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก การแต่งตั้งกระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นตามกฎหมาย
การจัดการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันดำเนินการตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามหลักการกระจายอำนาจ และกำหนดให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ดังนี้
(1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด
(2) เทศบาล
(3) สุขาภิบาล
(4) ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินจะมีรูปการปกครองท้องถิ่น 3 รูป คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และสุขาภิบาล ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศ สำหรับราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา เป็นการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษ มีเฉพาะท้องถิ่น ดังนั้น ปัจจุบันองค์การปกครองท้องถิ่นไทย จึง มี 5 รูปด้วยกัน คือ
(1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด มี พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(2) เทศบาง มี พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 กับฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
(3) สุขาภิบาล มี พ.ร.บ. สุขาภิบาล พ.ศ.2495 กับฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
(4) กรุงเทพมหานคร มี พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
(5) เมืองพัทยา มี พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2551 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2523

ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย

การปกครองท้องถิ่นไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ทรงดำเนินการปฏิรูประเบียบวิธีบริหารราชการแผ่นดินแนวความคิดแบบตะวันตก เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและเอกราชเป็นสำคัญ และเพื่อให้ทันกับนานาอารยประเทศด้วย
ในการบริหารราชการส่วนกลางก็มีการปรับปรุงโครงสร้างที่สำคัญ คือ การจัดระเบียบบริหารส่วนกลางโดยจัดตั้งกระทรวง 12 กระทรวง รวมทั้งแบ่งแยกหน้าที่การงานออกเป็นสัดส่วนพร้อมกับได้ตั้งเสนาบดีสภาขึ้น เพื่อเป็นที่ประชุมของเสนาบดีกระทรวงต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ส่วนการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคที่สำคัญคือ การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล อันประกอบด้วย มณฑล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน แล้วตั้งข้าราชการผู้ใหญ่เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลรับผิดชอบตลอดมณฑลตลอดจนเป็นสื่อกลางระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับเมือง จึงทำให้รัฐบาลกลางสามารถรวบอำนาจการปกครองไว้ส่วนกลางได้ เมืองต่างๆ ในส่วนภูมิภาคจะขึ้นต่อกันตามลำดับและอยู่ในการบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย ทำให้เกิดเสถียรภาพในการปกครอง และมีความมั่นคงสำหรับการปกครองท้องถิ่นทรงมีแนวความคิดที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ในระยะแรกจึงโปรดเกล้าฯ อนุญาตให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และกำนันเป็นผู้ได้รับเลือกจากประชาชนในท้องถิ่นแทนการแต่งตั้งจากรัฐบาลซึ่งนับว่าเป็นการริเริ่มกระจายอำนาจปกครองไปสู่ประชาชนในท้องถิ่น ต่อมาทรงริเริ่มนำหลักการกระจายอำนาจโดยมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น คือ สุขาภิบาลกรุงเทพ เมื่อ ร.ศ.116(พ.ศ.2440) และได้ขยายไปยังหัวเมืองต่างๆ โดย พ.ร.บ. จัดการสุขาภิบาลหัวเมือง ร.ศ. 127(พ.ศ.2451) ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการปกครองท้องถิ่นของไทยเกิดจกการยื่นให้หรือจัดตั้งของรัฐบาลแก่ประชาชน

1. การปกครองท้องถิ่นของไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
1.1 การจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ การปกครองท้องถิ่นไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชการที่ 5 โดยเริ่มให้มีการจัดขึ้นในรูปของสุขาภิบาลในกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2440 ทรงตราพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.116 จึงนับเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อป้องกันโรคภัย และภยันอันตรายของประชาชน เป็นการเน้นถึงการดูแลป้องกันโรคภัยต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ เป็นหลัก ตลอดจนประชาชนมีอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดี แต่การจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ นี้ยังไม่มีลักษณะเป็นการปกครองตนเอง เพราะกำหนดให้ผู้บริหารเป็นข้าราชการประจำ ซึ่งประกอบด้วยเสนาบดีกระทรวงนครบาล นายแพทย์สุขาภิบาล และนายช่างใหญ่สุขาภิบาล ส่วนอำนาจหน้าที่ได้กำหนดไว้ 4 ประการคือ
- การทำลายขยะมูลฝอย
- การจัดดูแลที่ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะของประชาชนทั่วไป
- จัดการห้ามต่อไปในภายหน้าอย่าให้ปลูกสร้าง หรือซ่อมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยได้
- ขนย้ายสิ่งโสโครกและสิ่งที่รำคาญขอประชาชนให้พ้นเสีย
ต่อมารัชการที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้กระทรวงมหาดไทยจั้งตั้งสุขาภิบาลขึ้น ในท้องที่ตามหัวเมืองทั่วไป แต่ไม่สามารถทำได้เพราะสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยขณะนั้นเห็นว่าประชาชนยังไม่พร้อมที่จะรับ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และให้เห็นประโยชน์เนื่องจากสุขาภิบาลจะสำเร็จได้ดีก็ด้วยความพอใจและความนิยมของประชาชนมากกว่า การบังคับของรัฐบาลจนกระทั่ง ร.ศ.124(พ.ศ.2448) จึงทำการจัดตั้ง “การสุขาภิบาลท่าฉลอม” ขึ้นด้วยความสำเร็จและความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งในด้านรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่น
1.2 การจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกที่เลือกเอาวิธีการสุขาภิบาลมาแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปรับปรุงท้องถิ่นในตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งขณะนั้นเป็นที่สกปรกรกรุงรัง ดังนั้น ข้าราชการเมืองสมุทรสงคราม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จึงได้ชักชวนให้ประชาชนและพ่อค้าร่วมมือช่วยกันสละเงินเพื่อนำมาปรับปรุงตลาดท่าฉลอมให้สะอาด อีกทั้งจ้างขนปัดฝากขยะมูลฝอยทิ้งจนสะอาดสมความปรารถนา ในขณะเดียวกันสมเด็จในกรมฯ ทรงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มงานสุขาภิบาล หัวเมืองตำบลท่าฉลอมเป็นแห่งแรก พร้อมกันนั้นก็ขอพระราชาอนุญาตแก้ไข “ภาษีโรงร้าน” เพื่อยกภาษีโรงร้าน สบทบเป็นรายได้ให้แก่สุขาภิบาลที่จะตั้งขึ้น รัชการที่ 5 ทรงพระกรุณาเสด็จทอดพระเนตร และเปิดถนนที่ราษฎรตำบลท่าฉลอมออกเงินสร้างสำเร็จมีชื่อว่า “ถนนถวาย” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448(ร.ศ.124) และนับว่าเป็นการเริ่มงานสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกด้วย มีหน้าที่โดยย่อ 3 ประการ คือ
- ซ่อมแซมรักษาถนนหนทาง
- จุดโคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาค่ำคืนเป็นระยะตลอดถนนในตำบลนั้น
- ให้จ้างลูกจ้างสำหรับกวาดขนขยะมูลฝอยของโสโครกต่างๆ ในตำบลนั้นไปเททิ้งเสียที่อื่น
1.3 การจัดตั้งสุขาภิบาลตามหัวเมือง พ.ร.บ. สุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ.127 เป็นการจัดตั้งสุขาภิบาลเพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสะอาดในท้องถิ่น การป้องกันและรักษาความเจ็บไข้ในท้องที่และการบำรุงรักษาทางไปในในท้องที่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
(1) สุขาภิบาลสำหรับเมือง จัดในท้องที่ที่เป็นที่ตั้งเมือง ผู้ว่าราชการเมือง(ประธานโดยตำแหน่ง), ปลัดเมือง(ฝ่ายสุขาภิบาลเป็นเลขานุการ), นายอำเภอท้องที่ นายแพทย์สุขาภิบาล, นายช่างสุขาภิบาล และกำนันในเขตสุขาภิบาล 4 คน ถ้ามีไม่ครบให้ข้าราชการเทศาภิบาลมีอำนาจเลือกบุคคลในเขตท้องที่นั้นและมีส่วนเสียภาษีโรงร้านเป็นกำนันพิเศษ โดยอยู่ในตำแหน่งได้ครั้งละ 2 ปี แล้วเลือกใหม่จะซ้ำคนเดิมอีกก็ได้
(2) สุขาภิบาลสำหรับตำบลหรือสุขาภิบาลท้องที่ จัดในท้องที่ที่ชุมชนมากในเขตตำบลประกอบด้วย กำนันนายตำบล(ประธานโดยตำแหน่ง) และผู้ใหญ่บ้านในเขตท้องที่สุขาภิบาล เป็นกรรมการ
1.4 การปกครองตนเองในรูปเมืองจำลอง “ดุสิตธานี” ในปี พ.ศ.2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงทดลองจัดระบบการปกครองตนเองในรูปของเมืองจำลองขึ้น เรียกว่า “ดุสิตธานี” เพื่อฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชนให้รู้จักวิธีการปกครองตนเองโดยกำหนดเป็นเมืองสมมติให้ข้าราชการบริหารกันให้มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน นอกจากนี้ยังให้ออกหนังสือพิมพ์เพื่อให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้จึงเป็นการฝึกหัดปกครองตนเองในทางปฏิบัติที่ถือเป็นแบบอย่างการปกครองท้องถิ่น อันเป็นพระราชดำริที่จะให้มีการปกครองท้องถิ่นขึ้นในอนาคต และนำไปปฏิบัติในจังหวัดต่างๆ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการจนสิ้นรัชกาล ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปกครองท้องถิ่นตามรูปแบบเทศบาลในสมัยต่อมา
1.5 การจัดตั้งสภาจัดการบำรุงสถานที่ชายทะเลตะวันตก ปี พ.ศ.2469 ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้ตรา พ.ร.บ.การจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลทิศตะวันตกขึ้นบังคับใช้ โดยจังดั้งสภาจัดการบำรุงสถานที่ชายทะเลตะวันตกขึ้นมีอาณาเขตรับผิดชอบตั้งแต่ตำบลชะอำ ไปจึงถึงตำบลหัวหิน และมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่คือ การสร้างทาง การประปา การไฟฟ้า การผังเมือง และการสาธารณสุข โดยใช้รายได้จากการจัดเก็บจังกอบซึ่งเก็บจากที่ดินและโรงเรือนภายในเขต
2. การปกครองท้องถิ่นของไทยภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
เมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อังมีองค์พระมหากษัตริย์ เป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แนวความคิดที่กระจายอำนาจ อำนาจปกครองไปสู่ประชาชนก็ได้รับการพิจารณาเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น จึงได้มีการตรากฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยกำหนดให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหาร และได้มีการจัดตั้งรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรก โดย พ.ร.บ.จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476
2.1 การจัดตั้งการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเทศบาล ได้เริ่มจัดตั้งเทศบาลเมื่อปี พ.ศ.2478 โดยชั้นแรกได้เปลี่ยนสถานสภาพของสุขาภิบาลที่มีอยู่เดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเทศบาลทั้งหมด พ.ร.บ. จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 แบ่งเทศบาลเป็น3 ประเภท คือ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร โดยจะจัดเป็นประเภทก็ให้รัฐบาลเป็นผู้พิจารณากำหนด
2.2 การจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปสุขาภิบาล เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชการที่ 5 โดยทรงตราพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.166 ให้อยู่ในบังคับบัญชาของเสนาบดีกระทรวงนครบาล ต่อมา ร.ศ.124 ได้จัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม เมืองสมุทรสงคราม ก่อให้เกิดประโยชน์และความนิยมแก่ประชาชนมาก อีกทั้งมีการตรา พ.ร.บ. จัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) ขยายกิจการสุขาภิบาลไปตามหัวเมืองต่างๆ รวม 35 แห่ง จนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 จึงหยุดชะงักลง เพราะมี พ.ร.บ. จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 ให้มีการจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาลแทน
สุขาภิบาลยุคใหม่เกิดขึ้นโดยพระราชบัญญัติสุขาภิบาล พ.ศ.2495 โดยยกเลิกพระราชบัญญัติสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ.127 ซึ่งจัดตั้งโดยประกาศของกระทรวงมหาดไทย ให้มีการระบุชื่อและเขตของสุขาภิบาลส่วนการเปลี่ยนแปลงการยุบเขตก็ให้ทำได้โดยประกาศของกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งกำหนดให้สุขาภิบาลเป็นนิติบุคคล
2.3 จัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปองค์การบริหารส่วนจังหวัด เกิดขึ้นโดยผลของ พ.ร.บ.ระเบียนบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 ซึ่งกำหนดให้จัดตั้ง “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” โดยมีฐานะเป็นองค์การปกครองท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนท้องถิ่น เรียกว่า “กิจการส่วนจังหวัด” ภายในเขตพื้นที่ของจังหวัด นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล
2.4 การจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปองค์การบริหารส่วนตำบล ในปี พ.ศ. 2498 จอมพบ ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปประเทศแถบยุโรปและอเมริกาและพบเห็นการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองจนได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ จึงได้นำแนวความคิดนี้มาสู่ประเทศไทยโดยรัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองในระดับของตำบลและหมู่บ้าน ดังนั้น จึงได้จัดตั้งสภาตำบลขึ้นเพื่อปลุกประชาชนให้เอาใจใส่ในกิจการส่วนรวมของท้องถิ่นของตน ซึ่งเป็นการสร้างนิสัยริเริ่มและรับผิดชอบในงานของส่วนรวมมากขึ้น แต่การจัดตั้งสภาตำบลมิได้มีลักษณะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่น ไม่มีอำนาจอิสระในการดำเนินงาน กล่าวคือ ไม่เป็นนิติบุคคล ไม่มีงบประมาณเป็นของตนเอง และไม่มีพนักงานเจ้าหน้าที่ของตนเอง อีกทั้งราษฎรมีส่วนร่วมในการบริหารน้อยเกินไป
การจัดองค์การขององค์การบริหารส่วนตำบล กฎหมายกำหนดให้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ “สภาตำบล” ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีอำนาจตราข้อบัญญัติตำบลที่กฎหมายให้อำนาจไว้ เพื่อปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการส่วนตำบล กับมี “คณะกรรมการตำบล” ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร ดูแลรับผิดชอบในการดำเนินกิจการส่วนตำบล
โครงสร้างสภาตำบลในปัจจุบัน กฎหมายกำหนดให้สภาตำบลมีคณะกรรมการสภาตำบลประกอบด้วยกรรมการ 2 ประเภท คือ
- กรรมการสภาตำบลโดยตำแหน่ง ได้แก่ กำนัน (ประธานกรรมการสภาตำบล), ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในตำบล และแพทย์ประจำตำบล
- กรรมการสภาตำบลโดยการเลือกตั้ง ได้แก่ ผู้ที่ประชาชนในหมู่บ้านเลือกขึ้น หมู่บ้านละ 1 คน กรรมการประเภทนี้เรียกว่า “กรรมการสภาตำบลผู้ทรงคุณวุฒิ”
สภาตำบล มีหน้าที่บริหารงานตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย พิจารณาให้ความเห็นชอบโดรงการและงานเกี่ยวกับพัฒนาตำบล เพื่อให้เป็นไปด้วยความเหมาะสมและตอบสนองความต้องการของราษฎรตลอดจนพิจารณาแก้ไขข้อปัญหาข้อขัดข้อง และอุปสรรคที่เกี่ยวกับการพัฒนาตำบล แต่ไม่จัดเป็นรูปการปกครองท้องถิ่น เพราะขาดลักษณะสำคัญบางประการ คือ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ไม่มีอำนาจตราข้อบัญญัติตำบล ไม่มีเจ้าหน้าที่ในการบริหารงานของตนเอง การดำเนินโครงการต่างๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และสภาจังหวัด ส่วนงบประมาณที่จำดำเนินงานจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลซึ่งกระทรวงมหาดไทยจัดสรรให้ ดังนั้น สภาตำบลจึงจัดเป็นเพียงองค์กรของหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาค
2.6 การจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปเมืองพัทยา เกิดขึ้นโดยผลของ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นการยกฐานะสุขาภิบาลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จัดหวัดชลบุรี ขึ้นเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษ เรียกว่า “เมืองพัทยา” โดยมีเหตุผลในการจัดตั้งคือ มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเป็นสถานที่พักตากอากาศที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จึงทำรายได้ให้แก่ประเทศจำนวนมาก ดังนั้น จึงก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม สิ่งแวดล้อม การผังเมือง และการควบคุมก่อสร้างอาคารด้วย ซึ่งนอกจากจะเกี่ยวข้องกับประชาชนในท้องถิ่นแล้วยังมีผลกระทบเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์และรายได้ของชาติ โดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงได้พิจารณาเห็นสมควรจัดระเบียบการปกครองในท้องถิ่นนี้ใหม่ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม และเพื่อแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังคำนึงหลักแห่งการปกครองตนเองโดยให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนรวมในการปกครองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในการพิจารณาปรับปรุงรูปแบบของหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่พัทยาขึ้นใหม่เป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษนี้ กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับราชการบริหารส่วนท้องถิ่นได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ชื่อว่า “คณะกรรมการการศึกษาข้อมูลสำหรับพิจารณาจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษที่พัทยา” ขึ้นเพื่อศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีหลักการว่ามีลักษณะเหมาะสมสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาของพัทยา ซึ่งเป็นปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะตัว และจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหาร เหมาะสมกับภารกิจในหน้าที่ของพัทยาในอนาคต อีกทั้งยังมีความเห็นว่าควรจัดการปกครองในรูปเทศบาลแบบ “ผู้จัดการนคร” (City Manager) เพราะมีการใช้ผู้บริหารอาชีพที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารสูง เหมาะสมกับภารกิจที่พัทยาจะต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังปลอดภาวการณ์ถูกแทรกแซงทางการเมือง เนื่องจากการเข้ารับตำแหน่งเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างไม่ใช่โดยวิถีทางหรือเหตุผลทางการเมือง ทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในการจัดทำกิจการและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างได้ผล อีกทั้งยังช่วยขจัดปัญหาที่ขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาพที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นในระบบเทศบาล ดังนั้น จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 ขึ้น ประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2521

วัตถุประสงค์ ความสำคัญ และหลักการปกครองท้องถิ่นในนานาประเทศ

วัตถุประสงค์ของการปกครองท้องถิ่น
โดยทั่วไปประเทศที่จัดให้มีปกครองท้องถิ่นมักมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายคล้ายคลึง กัน
1. เพื่อสร้างความพอใจแก่ท้องถิ่นและลดการขัดแย้ง
2. เพื่อให้การจัดทำบริการแก่ประชาชนเป็นไปโดยรวดเร็ว
3. เพื่อให้การจัดทำบริการต่าง ๆ มีสิทธิภาพและถูกต้องตามความต้องการหรือเป้าหมายของประชาชน
4. เพื่อองค์การปกครองท้องถิ่นแบ่งเบาภาระของรัฐบาลกลาง
5. เพื่อให้องค์การปกครองท้องถิ่นเป็นสถาบันที่ให้การศึกษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน

ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่น
ประเทศใดจะมีแนวความคิดเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นโดยรูปลักษณะเช่นใด ย่อมขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของประเทศนั้นๆ เป็นสำคัญ ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น 2 ระบบใหญ่ ๆ คือ
1. การปกครองท้องถิ่นตามแบบฉบับของแองโกล-แซกซอน ซึ่งมีประเทศอังกฤษเป็นแม่บท
2. การปกครองท้องถิ่นตามแบบฉบับของยุโรป ซึ่งมีฝรั่งเศสเป็นแม่บท

ตามแนวความคิดให้มีการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นนั้น ส่วนใหญ่เน้นความจริงที่ว่าถ้ารัฐบาลกลางมอบอำนาจให้ท้องถิ่นได้มีการปกครองตนเองแล้ว องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นก็จะสามารถจัดบริการต่างๆ ให้ตรงกับความประสงค์ของรัฐบาลได้ดีกว่ารัฐบาลกลางเป็นผู้จัดทำ นอกจากนี้ยังยอมรับกันทั่วไปว่าการปกครองท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะมีส่วนช่วยปลูกฝังความรู้ความเข้าใจการปกครอง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารและเกิดความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นการส่งเสริมและธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตย

ลักษณะหรือหลักการปกครองท้องถิ่น

การปกครองท้องถิ่นเป็นผลมาจากแนวความคิดของหลักการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐบาลกลางได้มอบอำนาจหน้าที่บางอย่างในการปกครอง และการจัดทำบริการสาธารณสุข ให้แก่ท้องถิ่นรับไปดำเนินการด้วยงบประมาณ และเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินงานของตนเอง ตลอดจนดำเนินกิจการในเรื่องที่เกี่ยวกับท้องถิ่นโดยเฉพาะตามที่ได้รับมอบหมาย เพราะหลักการกระจายอำนาจยึดถือเสรีภาพ ของประชาชนเป็นสำคัญโดยให้ประชาชนมีอิสระตามสมควรในการดำเนินการปกครอง และจัดทำบริการสาธารณะต่างๆ ได้เอง เป็นการปกครองตนเองตามหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
คำว่า “การปกครองท้องถิ่น หรือ Local Government” มีผู้ได้ให้ความหมายและอธิบายไว้แตกต่างกันไป แต่ในหลักการสำคัญมักคล้ายกัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาวิเคราะห์รูปการจัดองค์การและการดำเนินการปกครองขององค์การปกครองท้องถิ่นรูปต่างๆ จึงสรุปได้ดังนี้
1. ความหมายของการปกครองท้องถิ่น
“การปกครองท้องถิ่น” หมายถึง การปกครองชุมชนหรือท้องถิ่นใดๆ ของประเทศ โดยมีองค์การหรือหน่วยการปกครองที่ได้จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคล ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ที่ประชาชนเลือกเข้ามาเพื่อดำเนินงานตามกำหนดระยะเวลา โดยมีงบประมาณเป็นของตนเอง และมีอำนาจอิสระในการดำเนินกิจการของท้องถิ่นตามที่รัฐบาลกลางมอบหมาย ทั้งนี้ส่วนกลางหรือรัฐบาลกลางเพียงแค่ควบคุมเท่านั้น
2. ลักษณะหรือหลักการสำคัญของการปกครองท้องถิ่น
2.1 เป็นการปกครองชุมชนหรือท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยการปกครองที่อยู่ในระดับพื้นฐานล่างสุดของสถาบันการปกครองประเทศ และเป็นระดับรองลงมาจากการปกครองระดับภูมิภาค และระดับประเทศหรือรัฐบาลกลาง ดังนั้น รัฐบาลกลางจะต้องคำนึงถึงประชาชนและความมั่นคงของรัฐหรือของประเทศโดยส่วนรวม
2.2 มีองค์การหรือหน่วยการปกครองที่ได้จัดตั้งขึ้นเป็นนิติบุคคลแยกไปต่างหากจากรัฐบาลกลาง เพื่อดำเนินการปกครองและจัดทำบริการสาธารณะในเขตพื้นที่ที่กำหนด โดยมีรายได้ ทรัพย์สิน และฝ่ายนิติบัญญัติ หรืออาจจัดทำเป็นรูปแบบอื่นก็ได้ตามสภาพและความเหมาะสมของท้องถิ่นนั้นๆ การที่กำหนดให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลก็เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการจัดองค์การปกครองท้องถิ่นแยกออก ต่างหากจากหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคหรือรัฐบาลกลาง ทำให้มีอำนาจอิสระและสิทธิต่างๆ ที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายด้วย มีอำนาจในการเก็บภาษีและรายได้อื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อมาจัดทำงบประมาณกำหนดการใช้จ่ายในการดำเนินกิจการต่างๆ สร้างสรรค์ความเจริญให้กับท้องถิ่น ส่วนในด้านเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติประจำก็เป็นการจ้างโดยใช้เงินงบประมาณของท้องถิ่น และมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น
2.3 มีการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินงาน การเลือกตั้งนับได้ว่าเป็นลักษณะสำคัญของการปกครองท้องถิ่น เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ โดยต้องเป็นไปตามรูปแบบประชาธิปไตยและตามกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายด้วย
2.4 ต้องมีอิสระในการดำเนินกิจการของท้องถิ่น โดยไม่ต้องรับคำสั่งจากส่วนกลาง มีอำนาจวินิจฉัยตัดสินใจและสั่งการในการปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนดำเนินกิจการด้วยงบประมาณและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของตนเอง ส่วนกลางเพียงแค่ควบคุมเท่านั้น อีกทั้งต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมเพื่อความมั่นคงของรัฐและประโยชน์ส่วนรวม

สรุป
การปกครองท้องถิ่นเป็นผลจากแนวความคิดของการกระจายอำนาจ ก่อให้เกิดองค์การหรือการปกครองท้องถิ่น ขึ้นโดยรัฐบาลกลางมอบอำนาจในทางการปกครองและการจัดทำบริการสาธารณะบางอย่างให้แก่ประชาชนท้องถิ่นไปดำเนินการโดยมีอำนาจอิสระในการดำเนินการภายในขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนแก้ไขปัญหาต่างๆ ของท้องถิ่นด้วยตนเอง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้เรียนรู้การเมืองการปกครอง ในทางปฏิบัติอันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทางการเมืองในรับประเทศต่อไป

ความเป็นมาของการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย

หลักทั่วไปในการจัดการปกครองประเทศ
การปกครองประเทศนั้นจำเป็นต้องมีองค์กรในการปกครองหรือบริการกิจการของรัฐ องค์กรดังกล่าวคือ “รัฐบาล” ซึ่งหมายถึง คณะบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจบริหาร เพื่อดำเนินการปกครองประเทศ ในการนี้ต้องมีการจัดระเบียบการปกครองที่เรียกว่า การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อจะได้ดำเนินการปกครองหรือบริหารประเทศให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลโดยมีหลักการสำคัญ 2 หลัก คือ
หลักการรวมอำนาจ (Centralization) เป็นหลักที่วางระเบียบราชการบริหารโดยมอบอำนาจในการปกครองไว้แก่ราชการส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ของรัฐ และมีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางซึ่งขึ้นตรงต่อกันตามลำดับบังคับบัญชา เป็นผู้ดำเนินการปกครองตลอดทั้งอาณาเขตทั้งอาณาเขตประเทศ จึงเป็นงานระดับชาติอันเป็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ ของรัฐบาลกลางที่จะต้องดำเนินการเพื่อสนองความต้องการหรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้
1.1 มีการรวมกำลังทหารและตำรวจให้ขึ้นต่อส่วนกลาง เพื่อให้การบังคับบัญชาเป็นไปโดยเด็ดขาดและทันท่วงทีในกรณีที่จำเป็น อีกทั้งเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ของประเทศ
1.2 มีการรวมอำนาจวินิจฉัยสั่งการไว้ที่ส่วนกลาง กล่าวคือ ได้รับมอบอำนาจสั่งการเพื่อปฏิบัติการต่างๆ ได้ทั่วอาณาเขตประเทศ และส่วนกลางอาจมอบอำนาจบางประการให้ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาพวินิจฉัยสั่งการบางเรื่องได้ แต่อำนาจวินิจฉัยสั่งการขั้นสุดท้ายยังเป็นของส่วนกลาง
1.3 มีลำดับขั้นการบังคับบัญชา ซึ่งทำให้เกิดผลสำคัญคือ ส่วนกลางมีอำนาจในการแต่งตั้งถอดถอนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในเขตต่างๆ ของประเทศ ตลอดจนสามารถใช้อำนาจบังคับบัญชาสั่งการเพื่อให้ปฏิบัติการต่างๆ ได้ภายในขอบเขตของกฎหมายและเป็นไปตามนโยบายด้วย
ข้อดีของหลักการรวมอำนาจ
(1) ทำให้อำนาจของรัฐมั่งคง เนื่องจากเกิดเอกภาพในการปกครองและการบริหารงาน ตลอดจนคำสั่งเกิดผลได้โดยง่ายและมีอำนาจใช้กำลังบังคับได้เมื่อมีการฝ่าฝืนโดยผิดกฎหมาย
(2) อำนายประโยชน์แก่ประชาชนเสมอภาคกันทั่วประเทศ เพราะเป็นวิธีการปกครองที่มุ่งทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวมในเขตต่างๆ ทั่วประเทศ
(3) ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะมีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่และเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีประสิทธิภาพเป็นของส่วนกลาง สามารถสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปยังเขตการปกครองต่างๆ ได้ทั้งประเทศ
(4) ทำให้เกิดเอกภาพในการปกครอง เพราะอำนาจในการบังคับบัญชาและสั่งการอยู่ในศูนย์กลางอันเดียวกัน ใช้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับเดียวกัน

ข้อเสียของหลักการรวมอำนาจ
(1) รัฐบาลไม่สามารถจัดทำบริการสาธารณะมากประเภท ให้ได้ผลดีและทั่วถึงทุกท้องที่พร้อมกัน
(2) ทำให้เกิดความล่าช้า เพราะต้องทำตามลำดับขั้นบังคับบัญชา ทำให้เสียเวลามากและไม่ทันการในการแก้ไขปัญหาบริการสาธารณะบางประการ อีกทั้งระเบียบแบบแผนของราชการที่ยุ่งยากก็ทำให้เกิดความล่าช้าได้
- หลักการแบ่งอำนาจ (Deconcentration) เป็นหลักการที่ราชการบริหารส่วนกลางมอบอำนาจวินิจฉัยสั่งการบางส่วนให้แก่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของตน ซึ่งส่งไปประจำปฏิบัติราชการตามเขตการปกครองต่างๆ ของประเทศ และอยู่ในบังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลาง หลักการแบ่งอำนาจนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักการรวมอำนาจ โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้
- เป็นการแบ่งอำนาจจากส่วนกลางให้ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้แทนของส่วนกลางที่ไปประจำอยู่ตามเขตการปกครองต่างๆ ในภูมิภาพ แต่เป็นเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น โดยการสั่งการขั้นสุดท้ายยังอยู่กับราชการการบริหารส่วนกลาง
- ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาค เป็นผู้ที่ราชการบริหารส่วนกลางแต่งตั้งและถอดทอน และอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลาง
ดังนั้น หลักการแบ่งอำนาจจึงเป็นการมอบอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลไปให้ข้าราชการในส่วนภูมิภาค ได้มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายในเขตการปกครองต่างๆ ทั้งในด้านการใช้ดุลยพินิจ การตัดสินใจแก้ปัญหาตลอดจนการคิดริเริ่มต่างๆ โดยอยู่ในกรอบนโยบายของรัฐบาลที่ได้วางไว้ จึงเป็นลักษณะการปกครองของไทย ที่เรียกว่าระบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค
ประโยชน์ของหลักการแบ่งอำนาจ
- การใช้หลักการแบ่งอำนาจเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การกระจายอำนาจ กล่าวคือ ถ้าจะเปลี่ยนรูปการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจ ก็ทำได้โดยการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินงานของส่วนกลางเป็นเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่น ซึ่งเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นนั่นเอง
- ช่วยให้กิจการดำเนินไปได้รวดเร็ว เพราะไม่ต้องเสนอขอคำสั่งจากส่วนกลางทุกเรื่อง จึงทำให้การดำเนินกิจการต่างๆ เป็นไปโดยรวดเร็วขึ้น
- ในท้องที่ที่มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ย่อมทำให้มีการติดต่อประสานงานและควบคุมดูแลองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้ชิดขึ้น
- การจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาพหลักการแบ่งอำนาจ มีประโยชน์สำหรับประเทศที่ประชาชนยังหย่อนความรู้ในการปกครอง และจัดเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางไปดำเนินการปกครองท้องถิ่นนั้นๆ

ข้อเสียของหลักการแบ่งอำนาจ
- ยังไม่อาจตอบสนองความต้องการตามความจำเป็นแก่แต่ละท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง และถูกต้อง เพราะแต่ละท้องถิ่นมีปัญหาที่ต้องให้บริการต่างๆ กัน ส่วนกลางและส่วนภูมิภาพอาจไม่ทราบความจำเป็นและความต้องการของท้องถิ่นได้ถี่ถ้วน
2. หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) เป็นวิธีการที่รัฐมอบอำนาจการปกครองบางส่วนให้แก่องค์การอื่นๆ เพื่อจัดทำบริการสาธารณะบางอย่างดโยมีความเป็นอิสระตามสมควร ไม่ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของส่วนกลาง โดยส่วนกลางเพียงแค่ควบคุมเท่านั้น ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้
2.1 มีองค์การที่เป็นนิติบุคคลแยกออกไปจากราชการบริหารส่วนกลาง โดยเป็นไปตามกฎหมายที่มีงบประมาณทรัพย์สิน และเจ้าหน้าที่ของตนเอง ซึ่งได้รับมอบหมาย ให้ดำเนินการปกครองและจัดทำบริการสาธารณะบางอย่างได้โดยไม่ต้องขึ้นอยู่ในการบังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลางที่เพียงแต่ควบคุมให้ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องเท่านั้น
2.2 มีการเลือกตั้ง องค์การบริหารราชการบริหารท้องถิ่น ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่น ทำให้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น และการเลือกตั้งถือว่าเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ
2.3 องค์การมีความเป็นอิสระในการดำเนินกิจการ ซึ่งตามหลักการกระจายอำนาจนั้นองค์การจะต้องมีอำนาจอิสระของตน และดำเนินการตามอิสระภายใต้ขอบเขตของกฎหมายด้วยงบประมาณและเจ้าหน้าที่ของตนเอง
ข้อดีของหลักการกระจายอำนาจ
(1) ทำให้มีการสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นดีขึ้น และสามารถดำเนินการให้เหมาะกับปัญหาของท้องถิ่นของตนได้อย่างถูกต้อง เพราะสภาพความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนสภาพของภูมิประเทศย่อมแตกต่างกัน
(2) เป็นการแบ่งเบาภาระส่วนกลาง ทำให้ส่วนกลางสามารถจัดทำกิจการใหญ่ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของส่วนรวมได้มากยิ่งขึ้น และยังทำให้กิจการสำเร็จลุล่วงไปได้รวดเร็ว
(3) ช่วยส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการกระจายอำนาจนั้นเป็นการมอบอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองตนเอง ทำให้ประชาชนมีเสริและเกิดความรับผิดชอบในกิจการของท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
ข้อเสียของหลักการกระจายอำนาจ
(1) ทำให้เป็นภัยต่อเอกภาพและเกิดปัญหาความมั่งคงของประเทศ เพราะท้องถิ่นต่างๆ เกิดการแก่งแย่งแข่งดี และไม่มีการประสานงานกันเพียงพอ ฉะนั้น จะต้องใช้หลักนี้ให้เหมาะสมกับสภาพความจำเป็นของประเทศและความรู้ความสามารถของประชาชน ตลอดจนรัฐบาลต้องทำการควบคุมเพื่อรักษาเอกดภาพในการปกครองประเทศไว้
(2) ทำให้เห็นประโยชน์ของท้องถิ่นสำคัญกว่าประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศ เนื่องจากมุ่งทำประโยชน์เฉพาะของท้องถิ่นจนบางครั้งมองข้ามประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ
(3) เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอาจใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สมควร เพราะการกระจายอำนาจต้องมีการเลือกตั้ง ดังนั้น อาจเกิดการถือพรรคถือพวกมุ่งทำประโยชน์ตลอดจนใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองและพรรคพวก
(4) ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เพราะต้องมีการจัดตั้งองค์การท้องถิ่น จึงต้องมีงบประมาณ เจ้าหน้าที่ และเครื่องมือเครื่องใช้ เนื่องจากไม่อาจใช้หมุนเวียนสับเปลี่ยนได้

ดังนั้น การที่ประเทศหนึ่งประเทศใดจะใช้หลักการรวมอำนาจหรือหลักการกระจายอำนาจย่อมสุดแล้วแต่เหตุการณ์ของแต่ละสมัย สถานะการเมือง และความสามารถของประชาชนในประเทศนั้นเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนมากประเทศต่างๆ มักนำหลักการรวมอำนาจและหลักการกระจายอำนาจมาใช้ผสมกัน ในการจัดระเบียบการปกครองประเทศ เพื่อให้ข้อดีของหลักหนึ่งมาแก้ข้อเสียอีกหลักหนึ่ง สำหรับหลักการแบ่งอำนาจหรือการจัดการปกครองส่วนภูมิภาคนั้นประเทศที่นำมาใช้มักจะเห็นประโยชน์ในแง่ที่เป็นหลักประกันในการรักษาความสงบเรียบร้อยของท้องถิ่น และช่วยรัฐบาลกลางควบคุมดูแลหน่วยการปกครองท้องถิ่น โดยเป็นหน่วยประสานงานระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นนั้น

การสหกรณ์

· สหกรณ์ คือ ความทำร่วมกัน ซึ่งความทำร่วมกันนี้เป็นไปได้ทั้งในสังขารและกิจการ และแบ่งออกเป็นทำร่วมกันโดยสภาวะหน้าที่ เพื่อสำเร็จกิจอันประกอบร่วมกัน ตลอดจนกิจอันแยกออกเป็นต่างหน้าที่ แต่จำต้องสัมพันธ์กันโดยเหตุผล
· ความสามัคคี คือ ความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ กายและจิตสามัคคี ซึ่งถือเป็นหลักธรรมสำคัญ อีกทั้งถือว่าเป็นวิธีการปกครองอย่างนึ่งคุณของความสามัคคีก็คือเป็นกำลังสำคัญอันนำมาซึ่งความมั่งคงและความสำเร็จ ความสามัคคีนี้ จะต้องนำไปใช้ให้ถูกวิธีจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์
· ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ คุณธรรม 6 ประการ ไดแก่ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ความเผื่อแผ่ให้ปันไม่หวงแหนสิ่งที่ไม่ควรหวง ความเป็นผู้มีศีลเสมอกัน และประการสุดท้ายคือ ความเห็นชอบตามครองธรรม เหล่านี้เป็นธรรมให้เกิดความสามัคคี แก่หมู่ชน ไม่ว่าจะเป็นสามัคคีแห่งจิตใจ แห่งเรี่ยวแรง และแห่งคุณธรรมย่อมนำความสุขความเจริญมาให้อีกทั้งความสามัคคีจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ แต่ต้องมีคุณธรรมเป็นสมฏฐานที่ตั้ง

การสหกรณ์ในประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทยพยายามหาแบบงานสหกรณ์มาใช้ให้เหมาะกับสภาพสังคม เศรษฐกิจของประเทศตน เช่น สหกรณ์เกี่ยวกับการผลิต สินเชื่อเกี่ยวกับการขาย เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวกับการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนของประชาชนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีโดยอาศัยหลักร่วมแรงและประหยัด ช่วยเหลือกันและกันเพื่อให้เจริญในทางเศรษฐกิจตลอดจนมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น

หลักสหกรณ์
การสหกรณ์มีหลักว่าเป็นของประชาชน ทำเพื่อประโยชนของเขาและเพื่อประเทศที่เจริญ รัฐเพียงออก กฎหมายคุ้มครองแก่กิจการสหกรณ์และช่วยทางด้านวิชาการ ส่วนทุนประชาชนจะหาและร่วมออกกันเองรัฐไม่ต้องช่วย ยกเว้นกรณีพิเศษจริงๆเช่น เกิดสงครามหรือภาวะอดอยาก เป็นต้น สำหรับการจัดสหกรณ์ในประเทศไทยจะไม่เหมือนในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา เพราะรัฐต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จัดการ คอยควบคุมดูแล และจัดตั้งสหกรณ์ให้ราษฎร

กำเนิดสหกรณ์ในประเทศไทย
มีการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2459 โดยอาศัยหลักสหกรณ์ของต่างประเทศ จุดมุ่งหมายในการจัดตั้งคือ เพื่อสอนให้ชาวนารู้จักใช้เงินและทุนให้เป็นประโยชน์ที่สุด ไม่ใช่จ่ายสุรุ่ยสุร่าย

หลักและวิธีการจัดตั้งสหกรณ์
ความหมายของสหกรณ์ตามสารานุกรรมกล่าวว่า สหกรณ์ คือ ชุมนุมชนรวมกันเป็นองค์การโดยสมัครใจยึดหลักประชาธิปไตยในการดำเนินงาน มีการหาสินค้าขายหรือบำรุงสมาชิก หรือจัดหาทุนให้สมาชิกโดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ
1. มีการรวมคน (ไม่ถือหลักรวมทุนเป็นสำคัญ) แต่ถือการรวมคนเป็นหลัก ซึ่งมักเป็นการรวมตัวของคนจนที่อัตคัดขัดสน เงินไม่สำคัญเท่าน้ำใจ ฉะนั้นจึงรับสมาชิกไม่จำกัดแต่จะกำหนดลักษณะให้แคบเข้า
2. ต้องเป็นการรวมโดยสมัครใจ กล่าวคือ เข้าเป็นสมาชิกด้วยความจริงใจไม่มีการบังคับ เพราะสหกรณ์ดำเนินงานด้วยสมาชิก และเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเอง จึงหวังให้สมาชิกมีความสามัคคีธรรม และมีความภักดี
3. มีความเสมอภาคกัน หมายความว่า ในหมู่สหกรณ์สมาชิกจะไม่มีการจำกัดว่าเป็นชั้นใดหรือเพศใด แต่จะเสมอภาคกันหมด ทั้งในเรื่องการทำกิจกรรมและการตัดสินใจต่างๆ จะใช้มติเสียงข้างมากเป็นสำคัญ โดยอาศัยหลักการที่ว่าฐานะมนุษย์ผู้กระทำการโดยสุจริตคือว่าฐานะเท่ากัน ไม่ว่าจะมีกี่หุ้นก็ตาม ต้องมีเสียงเท่ากันหมด คือ 1 เสียง
4. ถือหลักผลประโยชน์ของสมาชิก กล่าวคือ หลักการสหกรณ์มุ่งทำประโยชน์เพื่อสมาชิกเท่านั้น เพราะเปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้าเป็นสมาชิกได้เสมอ อีกทั้งไม่ใช้องค์การกุศลเป็นองค์การทางเศรษฐกิจช่วยให้คนช่วยตัวเองได้
องค์ประกอบของสหกรณ์
การสหกรณ์มีคุณแก่สมาชิกในสังคมโดย สรุปดังนี้
· 1. สอนให้สมาชิกรู้จักออมทรัพย์
· 2. สอนให้สมาชิกมีความซื่อสัตย์และภักดีต่อสหกรณ์ของตน
· 3. สอนให้คนรู้จักมีความสามัคคีร่วมกัน คติที่ยึดถือคือ สมาชิกแต่ละคนเพื่อสหกรณ์ทั้งหมดและสหกรณ์ทั้งหมดก็เพื่อแต่ละคน (These for all, all for these.)
· 4. องค์การสหกรณ์ต้องเป็นกลางในทางการเมือง
· 5. องค์การสหกรณ์ช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ดีกินดี มีการเผยแพร่ความรู้เรื่องหลักและวิธีสหกรณ์ ให้คนทั่วไปได้รู้และเลื่อมใส

สหกรณ์ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเกษตร
สหกรณ์ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเกษตร มี อยู่ 6 ประเภท คือ
1. สหกรณ์หาทุน เป็นสหกรณ์ที่ไม่จำกัดสินใช้และสมาชิกรับผิดชอบร่วมกัน จัดตั้งขึ้นเพราะชาวนายากจนไม่มีทุนทำมาหากิน มีหนี้สินมาก ดังนั้น วัตถุประสงค์การจัดตั้งก็เพื่อหาทุนให้สมาชิกเอาไปปลดเปลื้องหนี้สินเก่า และนำไปลงทุนบุกเบิกหรือซื้อเครื่องมือในการทำมาหากิน ซึ่งช่วยประหยัดเงินไปได้มาก แต่เนื่องจากเป็นประเภทไม่จำกัดสินใช้ จึงจำกัดวงแคบให้รู้จักไถ่ถอนหนี้และการคืนเงินใช้เงิน
2. สหกรณ์เครดิตเกษตรกรรม (สินเชื่อเพื่อการเกษตร) เป็นสหกรณ์รูปจำกัดสินใช้ หมายความว่า สมาชิกมีความรับผิดชอบเท่าที่ตนถือหุ้นอยู่ และจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นการทดลอง ซึ่งจัดตั้งครั้งแรกที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้งเหมือนกับสหกรณ์การหาทุน โดยมีหน้าที่อบรมความรู้แผนใหม่ให้แก่สมาชิก ตลอดจนฝึกให้รู้จักออมทรัพย์
3. สหกรณ์บำรุงที่ดิน (สหกรณ์ชลประทาน) จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือในเรื่องน้ำที่ใช้เพาะปลูก การหาน้ำ การคุมน้ำ และการปรับปรุงที่ดินให้ถูกต้องตามหลักวิชา
4. สหกรณ์นิคมกสิกรรม (สหกรณ์นิคม) จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองและมีความลำบากยากแค้นในการครองชีพ ซึ่งจะช่วยให้กสิกรมีกำลังใจประกอบอาชีพ ปรับปรุงที่ดินให้ดีและรู้จักลงทุนลงแรง สร้างบ้านเรือนมั่นคง อันเป็นผลดีแก่ความเจริญของสังคมและเศรษฐกิจของประเทศสิ่งที่สหกรณ์จัดการให้สมาชิกคือ ดำเนินการบุกเบิกป่า สร้างถนน สร้างบ่อน้ำ ให้ช่วยจำหน่ายพืชให้ได้ราคาดี การจัดสุขศาลา โรงเรือน เพื่อบริการแก่สมาชิกและลูกหลาน
5. สหกรณ์เช่าซื้อที่ดินและสหกรณ์ผู้เช่า
- สหกรณ์เช่าซื้อที่ดิน เป็นสหกรณ์ที่ดำเนินการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่มาจัดให้สมาชิกเช่าซื้อตามระเบียบของสหกรณ์ เมื่อสมาชิกใช้เงินหมดก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ปัจจุบัน(ตั้งแต่ปี 2507) รัฐบาลไม่ขยายการสหกรณ์ชนิดนี้ เพราะไม่มีเงินทุนซื้อที่ดินและให้สมาชิกกู้ อีกทั้งการดำเนินงานต้องจำกัดตัวเองด้วย เนื่องจากที่ดินแปลงใหญ่ๆ ในปัจจุบันหาไม่มีแล้ว และราคาที่ดินก็แพงมาก
- สหกรณ์ผู้เช่า เป็นสหกรณ์ที่เช่าที่ดินมาจากองค์การทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ราคาเช่าจึงถูก และจึงนำมาให้สมาชิกเช่าช่วงอีกที่หนึ่งเพื่อทำมาหากิน ค่าเช่าถูกกว่าธรรมดาและยังให้สมาชิกกู้เงินได้อีกด้วย

สหกรณ์การขาย เป็นสหกรณ์ซึ่งจะเป็นผู้รวบรวมผลิตผลเกษตรกรรมของสมาชิกไปขายต่อตามระยะเวลาการขายการตลาด ซึ่งต้องขายผลิตผลให้ได้ราคาดีโดยไม่ผ่านคนกลางและเฉลี่ยเป็นรายได้ให้สมาชิก ดังนั้น จึงต้องมีการเก็งกำไรและเสี่ยงอยู่บ้าง เพราะราคาของจะขึ้นลงตามราคาตลาด ผลดีของสหกรณ์การขายคือ จะช่วยพยุงราคาผลิตผลให้ดีขึ้นและอยู่ในระดับดีขึ้น และอยู่ในระดับดีนอกจากนี้ยังเป็นการกันพ่อค้าคนกลาง เช่น สหกรณ์ปอ สหกรณ์ขายข้าว เป็นต้น ฉะนั้น สหกรณ์นี้สมาชิกต้องมีหุ้นของตนอยู่ในสหกรณ์ด้วยทุกคน อย่างน้อยคนละ 1 หุ้น
สรุป จะเห็นได้ว่าการสหกรณ์ของประเทศไทยที่เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ผลดีเท่าทีควร ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีการยุบสหกรณ์

พุทธศาสนากับประชาธิปไตย

ตามหลักการสันนิษฐานของผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีของไทย เชื่อกันว่าพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยก่อน พ.ศ.500 หลักฐานที่ปรากฏได้แก่ พุทธเจดีย์ เช่น พระปฐมเจดีย์ พระพุทธรูป ตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่ขุดพบ ซึ่งทางโบราณคดีจัดว่ามีหลักฐานพุทธเจดีย์ในประเทศไทยอยู่ 7 สมัย คือ สมัยทวาราวดี จนถึง สมัยรัตนโกสินทร์
หลักธรรมของพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ปวงชนด้วยอาการ 3 อย่าง คือ
1. ให้รู้ยิ่งและเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้เห็น
2. มีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้
3. มีผลคือผู้ปฏิบัติได้ประโยชน์สมกับปฏิบัติ ซึ่งมีดังนี้
- ประโยชน์ชั้นต้น เรียกว่า ทิฏฐธัมมิกประโยชน์ คือ ประโยชน์ปัจจุบัน 4 อย่าง
- ประโยชน์ชั้นกลาง เรียกว่า สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ภายหน้า 4 อย่าง
- ประโยชน์ชั้นสูง เรียกว่า ปรมัตถประโยชน์ ได้แก่ การสละกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์


ธรรมที่ทรงสั่งสอนเกี่ยวกับชาวบ้านโดยทั่วไปที่เห็นได้ชัดก็คือ ฆราวาสธรรมหรือธรรมของผู้ครองเรือน เช่น
1. คฤหบดีธรรม คือ ธรรมของผู้ครองเรือน ได้แก่ ความมีหลักฐาน สุขของคฤหัศถ์ 4 อย่าง และสังคหวัตถุ 4 อย่าง
2. ทิฏฐธัมมิกประโยชน์ คือ ประโยชน์ปัจจุบัน 4 อย่าง อุฏฐานสัมปทา อารักขสัมปทา กัลยาณมิตตตา และสมชีวิตา
3. ความกระเหม็ดกระแหม่ คือ การรู้จักรักษาทรัพย์ที่พากเพียรหามาได้เพื่อจะได้มีใช้ในคราวจำเป็น
4. ตระกูลอันมั่งคั่งจะอยู่นานไม่ได้เพราะสถาน 4 คือ ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ และตั้งคนทุศีลให้เป็นพ่อบ้านแม่เรือน
5. อบายมุข คือ เหตุแห่งความฉิบหาย มี 6 ประการคือ ดื่มน้ำเมา ติดเที่ยวกลางคืน ติดดูการเล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้านการทำงาน
6. วิธีการปกครอง มี 3 ระดับ คือ
- ครองตน คนเราควรละเว้นความชั่วและทำแต่ความดี ต่อจากนั้นพึงตั้งในวุฒิธรรม คือ ธรรมเครื่องให้ถึงความเจริญ 4 ประการ นอกจากนี้เราควรมีพรหมวิหารธรรม คือ ธรรมของผู้เป็นใหญ่ 4 ประการ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
- ครองคน (รวมถึงงานและตนด้วย) เพื่อให้การปกครองเป็นไปโดยชอบจึงต้องอยู่ในธรรมของผู้ใหญ่ได้แก่ ตั้งตนเป็นผู้ใหญ่ให้สมควรที่ผู้น้อยจะนับถือ, ไม่เบียดเบียนผู้น้อย, ทำความประนีประนอมในระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย, รู้จักวางตนและปฏิบัติการต่อผู้ใหญ่ผู้น้อยและผู้ที่เสมอกับตน และรู้จักรักษาน้ำใจผู้น้อย
- คลองทรัพย์สมบัติ การที่ทรัพย์สมบัติของผู้ครองเรือนจะมั่นคงเพิ่มพูนขึ้นหรือลดน้อยไป ขึ้นอยู่กับเจ้าของว่ารู้จักปกครองหรือไม่ อนึ่ง อย่าทำตนเป็นคนมีหนี้เลยเป็นอันขาด เพราะการเป็นหนี้นำมาซึ่งความทุกข์ และอาจเป็นคนล้มละลายได้

ความเคารพ
เป็นคุณธรรมช่วยในการปฏิบัติตามาคำสั่งสอนของนักปราชญ์ เช่น พระพุทธเจ้า เป็นต้น โดยทั่วไปความเคารพมี 6 ประการ เรียกว่า คารวะ 6 ครั้ง คือ เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในการศึกษา ในความไม่ประมาท และในการปฏิสันถารต้อนรับปราศรัย บุคคลผู้มีความเคารพที่แท้จริงต้องเป็นผู้ปราศจากความถือตัว กระด้าง และเย่อหยิ่ง ส่วนบุคคลผู้เคารพยำเกรงมี 3 ประเภท คือ ผู้เจริญโดยชาติ (ชาติวุฑโฒ) ผู้เจริญโดยวัย (วัยวุฑโฒ) และ ผู้เจริญโดยคุณความดี (คุณวุฑโฒ) ส่วนการเคารพอีกอย่างหนึ่ง คือ เคารพตน, เคารพผู้อื่น และเคารพธรรม (หน้าที่และความสมควร)

ความกตัญญูกตเวที
กตัญญู คือ รู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้วแก่ตน, กตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ท่านได้ทำแล้วแก่ตน ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี
ความจงรักในวัตถุ มี 4 อย่าง คือ
- รักชาติ
- รักศาสนา
- รักพระมหากษัตริย์
- รักรัฐธรรมนูญ
-
ความสามัคคี
ความสามัคคี แปลว่า ความพร้อมเพรียง ได้แก่ ความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่วิวาทบาดหมาหมางแก่งแย่งกัน สามัคคีมี 2 อย่าง คือ กายสามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกันด้วยกาย และจิตสามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกันด้วยจิต ซึ่งความสามัคคี ทั้ง 2 ประเภทนี้ ย่อมยังผลให้หมู่ชนที่มีนั้นมีความสุขความเจริญ

การปรับหลักธรรมะของพุทธศาสนากับประชาธิปไตย
ธรรมในพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการเมืองและการปกครองนั้น ผู้รู้มักกล่าว่าพุทธศาสนาแบ่งการปกครองออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
· 1. โลกาธิปไตย คือ ปกครองโดยโลก (คนส่วนใหญ่)
· 2. อัตตาธิปไตย คือ ปกครองโดยผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยกลุ่มคน
· 3. ธรรมาธิปไตย คือ ปกครองโดยธรรม ซึ่งลักษณะการปกครองในพุทธศาสนาคือหลักธรรมมาธิปไตยนั่นเอง
หลักธรรมในพุทธศาสนาเราอาจนำมาปรับใช้กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้อย่างดี เช่น ความสามัคคี การช่วยตนเอง การสหกรณ์ ฯลฯ