วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ปรัชญาการเมืองของไทย

1. ความนำ
คำว่า “การเมือง” โดยธรรมชาติของมันแล้ว หมายถึงพฤติกรรมของคนในสังคมซึ่งเกี่ยวพันกับกำลัง กฎ และอำนาจในการปกครอง ซึ่งนักปรัชญาตั้งแต่สมัยกรีกจนถึงปัจจุบันก็เห็นพ้องกัน และการเมืองในสภาพของสังคมแต่ละสังคมย่อมไม่เหมือนกัน สำหรับการเมืองการปกครองของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีปรัชญาและอุดมการณ์เป็นเอกเทศของสังคมไทยเองโดยเฉพาะ

2. ลักษณะสำคัญของการเมืองในสังคมทั่วไป
คำว่า “การเมือง” ดร.นิพนธ์ ศศิธร ให้บทนิยามเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาการเมืองไทยไว้ว่า ได้แก่ การระดมสมาชิกของชุมชนเพื่อการต่างๆ เช่น เพื่อความอยู่รอด ความสงบเรียบร้อย หรือความเจริญรุ่งเรื่องของชุมชนนั้น ชุมชนย่อมประกอบไปด้วยสมาชิกที่มีความคิดและความต้องการที่แตกต่างกัน “การเมือง” คือ การทำให้จิตใจที่แตกต่างกันของคนจำนวนมากมายเป็นคนเดียวกัน มีจิตใจเดียวกัน เพื่อบรรลุความสำเร็จที่ต้องการร่วมกัน โดยมีเครื่องเชื่อม คือ ศาสนา ชาตินิยม และลัทธิการเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดปรัชญาและอุดมการณ์จนเกิดเป็นพลังและขบวนการ โดยจะต้องมีการจัดระเบียบองค์การเพื่อลัทธิหรืออุดมการณ์นั้นๆ

การเมืองที่เจริญแล้วจะมีสิทธิภาพที่แท้จริงได้ต้องประกอบไปด้วยปัจจัย 4 ประการ คือ
(1) ต้องมีลัทธิการเมืองหรืออุดมการณ์
(2) ต้องมีการจัดระเบียบองค์การ
(3) ต้องมีการแยกอำนาจทางการเมืองออกจากอำนาจราชการ โดยให้อำนาจการเมืองอยู่เหนือราชการ
(4) อำนาจการเมืองจะมีจริงได้ด้วยอาศัยประชาชนรวมกันเป็นกลุ่มองค์การ หรือสถาบันที่แน่นแฟ้นและต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณา 4 ข้อ ข้างต้นแล้วจะเห็นได้ว่าสังคมไทยขาดลัทธิการเมืองหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่แท้จริง ยังไม่มีการจัดระเบียบองค์การเป็นการถาวรและต่อเนื่อง มีแต่การจัดระเบียบองค์การฝ่ายราชการเท่านั้น ฝ่ายประชาชนที่แท้จริงไม่ค่อยมี ดังนั้น การเมืองในสังคมไทยจึงต้องสร้างปัจจัยที่จำเป็น 4 ประการ ดังกล่าว และจะเกิดผลดีได้ก็ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมสังคมไทยเป็นเครื่องพิจารณา โดยเฉพาะภาวะผู้นำและพลังกลุ่มในสังคมไทยตัวช่วย


3. ปัญหาปรัชญาและอุดมการณ์ทางการเมืองของไทย
มีหลักกรและเหตุผลในการสังเกตดูปรัชญาและอุดมการณ์ทางการเมือง การปกครองของไทยได้จากประวัติศาสตร์ ศาสนา และวรรณคดี บางเรื่องที่สะท้อนให้เห็นปรัชญาการเมืองของคนไทย ซึ่งสังคมไทยอยู่รอดมาได้ทุกยุคสมัยโดยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใด นั่นคือ “การรู้จักรักษาตัวรอด” อีกทั้งเราพอจะจับเค้าเงื่อนของปัญหาปรัชญาไทยเกี่ยวกับนโยบายและจิตใจของคนไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ได้ดีจากวรรณคดีไทยเรื่อง พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ เช่น “รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการปกครองของไทยจึงคล้อยตามคุณค่าสังคมของชาติไทย มากกว่าจะเห็นการนำเอาระบอบการปกครองแบบตะวันตกเข้ามาใช้โดยมิได้ปรับปรุงให้เข้ากับสังคมไทยเลย ผลก็คือประเทศไทยไม่มีอุดมการณ์หรือปรัชญาทางการเมืองและการปกครองที่แน่นอน นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เพราะการเมืองไทยมีวงจรอยู่เพียงการแก่งแย่งอำนาจกันของกลุ่มผู้นำในคณะราษฎรและมีการแก่งแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน อีกทั้งประชาชนชาวไทยมักไม่ชอบยุ่งกับการเมืองเพราะถือว่าเป็นการปกครองเป็นเรื่องของรัฐบาล โดยหน้าที่ของประชาชนคือต้องเป็นผู้อยู่ในโอวาทของผู้ใหญ่(รัฐบาล) นอกจากนี้ชนชั้นนำที่จะนำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตย คือ ปัญญาชน ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่นิยมรับราชการ ทำให้ข้าราชการมีบทบาทมากกว่าผู้อื่น ประชาธิปไตยจึงขึ้นอยู่กับผู้นำทางการบริหารแต่พวกเดียวสำหรับพรรคการเมืองอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเมืองระบอบประชาธิปไตย มักจะแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวมเนื่องจากข้าราชการและพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมานั้นแทบจะไม่มีปรัชญาและอุดมการณ์ทางการเมืองเลย และยังมีความแตกแยกมากมาย ตลอดจนพรรคการเมืองของไทยยังเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ที่ตั้งขึ้นในเมืองหลวงเพียงเพื่อการเลือกตั้งชั่วคราว ไม่ได้มีรากฐานมาจากประชาชนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นที่แท้จริง จึงทำให้ปรัชญาอุดมการณ์และนโยบายทางการเมืองไม่มั่นคง พรรคอ่อนแอ ทำให้ระบบพรรคไม่เป็นที่นิยม กลับนิยมในส่วนตัวกันมากกว่า

4. การเสริมหลักประชาธิปไตยของสังคมไทย
ดร.สมพร แสงชัย เห็นว่าหลักการหรืออุดมการณ์ที่ดีควรนำกลับมาใช้อีก คือ
(1) ความรู้สึกตัวอยู่เสมอของข้าราชการและนักการเมืองทั้งหลาย ว่าตนเป็นข้าของพระเจ้าแผ่นดินทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งตามหลักการนี้ย่อมไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อถือของประชาชน
(2) ควรนำหลักการปกครองระบบพ่อกับลูกกลับมาใช้ โดยต้องทำตัวให้ดี ใกล้ชิดกับประชาชน และให้ความยุติธรรม
(3) ควรนำหลักทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นหลักของพระเจ้าแผ่นดินและมีมาแต่โบราณนำกลับมาใช้อีกครั้ง
การฟื้นฟูหลักการสำคัญทั้ง 3 ประการจะทำให้การปกครองประชาธิปไตยแบบไทยๆ ประกอบด้วย อุดมการณ์ที่จะนำไปสู่ความเป็นระเบียบ เรียบร้อยและความสงบสุขของประชาชน โดยอาศัยหลักปรัชญาตลอดจนการมีผู้นำที่ดี มีหลักธรรม และเป็นที่น่าสังเกตว่าสังคมไทยนั้นมีความสามารถในการผสมกลมกลืนและสมานประโยชน์ระหว่างคนในสังคมเป็นอย่างดี เน้นทางด้านปรัชญากับจิตนิยมมากกว่าสสารนิยม เช่น ชาวไทยเห็นว่าจิตใจสำคัญกว่าวัตถุ จึงมีความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม อันเป็นการสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตที่ดีและการปกครองที่ดีของคนในสังคม และกฎแห่งความเป็นไปของคน คือกฎแห่งความเป็นอนิจจัง

5. การปฏิรูปสังคมในด้านปรัชญา
หลักฐานที่เราจะสืบค้นหาปรัชญาไทย ได้แก่ ตำราประวัติศาสตร์ วรรณคดี และคัมภีร์ทางศาสนา คนไทยที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคมตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน ย่อมต้องมีความเชื่อ ลักษณะนิสัย คุณธรรมประจำชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และระบบการปกครอง การวิเคราะห์ทั้งในด้านดีและไม่ดี ซึ่งการวิเคราะห์ปรัชญานี้จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมไทยในด้านปรัชญา หมายถึง การเลือกสรรสิ่งที่ดีไว้ และพิทักษ์รักษาให้คงอยู่ เพื่อให้สังคมไทยมีหลักการอันแน่นอนและมั่นคง พร้อมก้าวหน้าไปสู่จุดหมายที่ประสงค์
5.1 ในด้านความเชื่อ คนไทยเป็นผู้มีศาสนา เชื่อบุญ-บาป เชื่อการเวียนว่ายตายเกิดซึ่งเป็นลักษณะประการหนึ่งของปรัชญาจิตนิยม คนไทยจึงเป็นนักจิตวิทยาแต่เป็นเพียงระดับกลางฯ คืนสนใจทั้งเรื่องจิตและเรื่องวัตถุไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปในด้านความเชื่อก็จะต้องทำให้คนไทยมีความเชื่ออย่างมีเหตุผล ซึ่งก็ได้แก่ ปรัชญาของพุทธศาสนา อันเป็นปรัชญาแห่งความหลุดพ้น เช่น ปรับปรุงเศรษฐกิจให้ทุกคนมีงานทำ มีความอยู่ดีกินดี และหลุดพ้นจากความเชื่อ เป็นต้น
5.2 ในด้านลักษณะนิสัย คนไทยเป็นผู้รักอิสรภาพ เสรีภาพ และสันติภาพ ตลอดจนรู้รักษาตัวรอด ดังนั้น การปฏิรูปในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการให้การศึกษาแก่ประชาชน ให้สำนึกในความเป็นไทย เน้นอุดมการณ์แห่งธรรมชาติ นำอุดมการณ์มาเป็นหลักในการดำเนินไปสู่จุดหมาย อีกทั้งต้องมีการปฏิรูประเบียบสังคมและค่านิยมให้ทุกคนมีความสำนึกในหน้าที่ ภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน สำนึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมีส่วนสร้างสังคมตามอุดมการณ์ ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีคุณภาพทั้งด้านความคิด และความสามารถโดยยึดมั่นในหลักปรัชญาไทย อันจะทำให้มีความเป็นไทยอย่างสมบูรณ์และสร้างสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า ตามอุดมการณ์ แบบไทย
5.3 ในด้านคุณธรรมประจำชาติ คนไทยเป็นคนเปิดเผย เป็นมิตรกับคนทุกชาติ จนได้รับสมญาว่า “สยามเมืองยิ้ม” การปฏิรูปเรื่องนี้คือ ควรรักษาคุณธรรมประจำชาติที่ดีงามไว้ โดยเฉพาะต้องมีการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจจากระบบปัจเจกนิยมไปสู่ระบบสหกรณ์หรือระบบรัฐสวัสดิการ ตลอดจนการอมรมให้มีนิสัยรักการทำงานที่สุจริต
5.4 ในด้านระบบการปกครอง ประเทศไทยปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นสถาบันหลักการปฏิรูปที่จำเป็นต้องทำอยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร กล่าวคือ ต้องมีรัฐธรรมนูญตามหลักปรัชญาไทย แล้วใช้วิธีการประชาธิปไตย แบบไทย เพื่อดำเนินไปสู่จุดหมายชั้นต้น คือ ความอยู่รอดของชาติความสงบสุขของสังคม และความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ

ข้อสังเกตบางประการทางสังคมวิทยาในการศึกษาการเมืองท้องถิ่นไทย

1. คำนำ
การศึกษาการเมืองท้องถิ่นไทยยังต้องเกี่ยวพันถึงปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ การพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของสังคมชนบทไทย ซึ่งรัฐบาลได้มีโครงการส่งเสริมและดำเนินงานอยู่แล้ว โดยโครงการเหล่านี้จะรวมอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของรัฐบาลทุกแผนด้วย

2.ข้อสังเกต
การที่จะศึกษาถึงสถาบันท้องถิ่นและการเมืองท้องถิ่นไทย เราจะต้องเข้าใจรูปแบบการปกครองของประเทศอย่างกว้างๆ ศึกษาถึงโครงการต่างๆ การดำเนินงานและพฤติกรรมของข้าราชการตลอดจนประชาชนในท้องถิ่น
2.1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ มีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดรูปแบบวัฒนธรรม พฤติกรรม และสถาบันของท้องถิ่นไทย เราอาจสรุปโดยทั่วไปถึงคุณค่าและทัศนคติ ตลอดจนประเพณีท้องถิ่นซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวเข้ากับดินฟ้าอากาศและสิ่งแวดล้อมของชาวชนบทไทย ดังนี้
(1) มีความเชื่อในระบบเกษตรกรรม
(2) ไม่นิยมค้าขายหรือการพาณิชย์
(3) มีความรู้สึกสำนึกในตนเอง
(4) มีความรู้ในฤดูเกี่ยวกับการเกษตร
(5) มีความรู้สึกทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมของการอยู่ดี
(6) มีความเชื่อมั่นในอนาคตของชีวิตและของประเทศเป็นพื้นฐาน
(7) มีความเชื่อถือในการเมือง
(8) ไม่มีการปฏิบัติรุนแรงของประชาชนในท้องถิ่น
(9) มีความมั่นคงของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
(10)ไม่มีการแบ่งชนชั้น
2.2 โครงสร้างทางสังคมของชนบทไทย ปัจจุบันรูปโครงสร้างทางสังคมไทยส่วนใหญ่อาจกล่าวได้ว่า
(1) ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในชนบท
(2) การเกษตรและเศรษฐกิจยังอยู่ในรูปแบบประเพณีเก่าๆ
(3) สุขภาพของประชาชน การสุขาภิบาล และที่อยู่อาศัย ตลอดจนการกินอยู่ ยังไม่ดีพอ
2.3 วัฒนธรรมชนบทและพฤติกรรมในส่วนรวม วัฒนธรรมและลักษณะพฤติกรรมของคนในสังคมย่อมเป็นผลสืบเนื่องในทางประวัติศาสตร์มาหลายชั่วศตวรรษ โดยต่อเนื่องกันซึ่งคุณค่าทางสังคมและทัศนคติทางสังคมจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นปัจจัยของสิ่งแวดล้อม ส่วนวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่จะเป็นเครื่องส่งให้เห็นความซับซ้อนถึงความเชื่อในระบบคุณธรรมและศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธมีอิทธิพลยิ่งต่อราชการระบบปกครองการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย ซึ่งมีคำสอนมากมายที่เกี่ยวกับการดำรง และพัฒนาการทั้งทางสังคมการเมือง และเศรษฐกิจของบุคคลแต่ละคน ของชุมชนหรืสังคมย่อย ไปจนถึงสังคมใหญ่ คือ ประเทศชาติ

ทัศนคติของประชาชนในการเมืองระบอบประชาธิปไตย
เชื่อกันว่าระบอบการปกครองนี้รัฐบาลได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากที่สุด ดังนั้นประชาชนในท้องถิ่นควรมีความสนใจต่อสิ่งต่างๆ ในทางการเมือง เพื่อทราบประสบการณ์ใหม่ๆ แนวความคิดหรือแรงผลักดันใหม่ ๆ ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการทางการเมือง เพื่อเข้าควบคุมและเสนอความคิดเห็นผลักดันใหม่ๆ ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการทางการเมือง เพื่อเข้าควบคุมและเสนอความคิดเห็นของตนได้ ควรมองเห็นความสำคัญขององค์การเมือง และการปกครองที่ตนผูกพันและเกี่ยวข้องอยู่

ข้อสังเกตเกี่ยวกับวิวัฒนาการระบบปกครองท้องถิ่นของไทย ทัศนคติของประชาชนไทยเกี่ยวกับผู้ปกครองและอำนาจปกครอง มีความสัมพันธ์แตกต่างกันเป็น 3 แบบ คือ
1. มีการปกครองระบบบิดากับบุตร ในระบบนี้ยังคงฝังรากติดอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน
2. มีการปกครองระบบเทวสิทธิ์[1] ความสัมพันธ์ในระบบการปกครองนี้เป็นไปในแบบมีผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง
3. การปกครองระบอบประชาธิปไตย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ฉันกึ่งธุรกิจ



[1] ศึกษาเพิ่มเติม ได้จากเอกสารการสอน อาจารย์สุรชัย เจนประโคน อ.พิเศษ วิทยาลัยชุมชน สมุทรสาคร

การศึกษาการเมืองท้องถิ่น

1. ความนำ
นายเฮอร์เบิร์ต จาคอบ(Herbert Jacob), และนายไมเคิล ลิปสกี้ (Michal Lipsky) แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน กล่าวไว้ว่า การเมืองท้องถิ่นมิได้เป็นเรื่องของโลกที่สูญหายไปจากการศึกษา วิชารัฐศาสตร์ที่จริงโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เช่น การศึกษา V.O.Key Jr. และ Robert A. Dahl. ซึ่งจะเป็นการศึกษาการเมืองท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ โดยศึกษาสภาพสังคมในท้องถิ่นที่เกี่ยวพันกับหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยและอำนาจการปกครองตนเองของท้องถิ่น

2.การศึกษาการเมืองระบบใหญ่(Macro-Politics) หรือรัฐศาสตร์มหภาค
การศึกษาการเมืองระบบใหญ่ คือ การมุ่งศึกษาถึงรัฐ, รัฐ-ชาติ, ทฤษฎีการเมือง, การบริหารรัฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวคือ เป็นการมุ่งศึกษาองค์กรใหญ่อันเป็นการศึกษาการเมืองที่กว้างขวาง เรียก Macro-Politics โดยยึดถือระบบการเมืองในสังคมใหญ่เป็นหลัก

3.การศึกษาการเมืองระบบย่อย (Micro-Politics) หรือรัฐศาสตร์จุลภาค
การเมืองระบบย่อยหรือการเมืองท้องถิ่น เป็นการศึกษาและวิจัยในวงแคบถึงความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเมืองของคนในสังคมระดับเล็กกว่ารัฐ-ชาติ มุ่งศึกษาหาความจริงในระบบการเมืองย่อยๆ (Sub-System) เช่น การเมืองท้องถิ่น พฤติกรรมของประชาชนและข้าราชการระดับท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งอาจกำหนดเป็นทฤษฎีการเมืองท้องถิ่น, กำหนดรูปแบบความเกี่ยวพันกับการเมืองระบบใหญ่ หรือเป็นเครื่องชี้ให้เห็นความแตกต่างหรือเหมือนกัน หรือความเกี่ยวพันของชีวิตการเมือง ระหว่างสังคมระบบใหญ่กับระบบย่อยได้

4. ปัญหา 4 ประการ ในการศึกษาการเมืองท้องถิ่น มีปัญหาสำคัญสรุปได้ดังนี้
(1) ความสามารถที่จะวิเคราะห์นโยบายของท้องถิ่น
(2) การสังเกตพฤติกรรมทางการเมืองในสถาบันท้องถิ่น ซึ่งมีการตัดสินใจในนโยบาย
(3) ปัญหาการนำเอารูปแบบ และโครงสร้างแห่งอำนาจของการเมืองท้องถิ่นที่เจริญแล้วในนครหลวงมาใช้
(4) ความจำเป็นที่จะต้องพัฒนา หลักการเหตุผลของแต่ละเรื่องก่อนที่กำกำหนดทฤษฎี



5. การศึกษาที่สำคัญของการเมืองท้องถิ่น
การเมืองท้องถิ่นเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลในสังคมระดับย่อยของประเทศ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานกับทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมในส่วนรวม อีกทั้งยังเกี่ยวพันกับหลักการประชาธิปไตย ตลอดจนความรู้ความเข้าใจของประชาชน ดังนั้น การศึกษาที่สำคัญของการเมืองท้องถิ่นจะศึกษาสิ่งเหล่านี้
(1) ปรัชญาของการปกครอง เช่น แบบรวมอำนาจ และ กระจายอำนาจ
(2) พฤติกรรมในการออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้งของคนในท้องถิ่น
(3) ระบบพรรคการเมืองและการเลือกตั้งในท้องถิ่น
(4) เรื่องพิเศษเกี่ยวกับท้องถิ่น เช่น การปรับปรุงที่อยู่อาศัย หรือปรับปรุงเขตในเมือง เป็นต้น

การพัฒนาผู้นำท้องถิ่น

1. การคัดเลือกผู้นำท้องถิ่น ควรพยายามที่จะให้ครอบคลุมผู้นำทุกประเภท เพราะต้องการเน้นให้ผู้นำเป็นตัวแทนของพัฒนาการทำงาน เช่น การพัฒนาหมู่บ้าน (กพม.), คณะกรรมการพัฒนาตำบล(กพต.), หรือคณะกรรมการสภาตำบล (กสต.) เป็นต้น ดังนั้น ผู้นำจึงมีความสำคัญมาก การจัดตั้งกลุ่มเป็นวิธีการที่จะช่วยให้การคัดเลือกผู้นำได้ทางหนึ่ง พัฒนาหรือปลัดอำเภอฝ่ายบำรุงควรแสวงหากลุ่มก่อน แล้วจึงแสวงหาผู้นำกลุ่มโดยเน้นในเรื่องลักษณะผู้นำ 7 ประเภท
2. การฝึกอบรมหรือพัฒนาผู้นำ จะต้องใช้เวลาและจะต้องทำต่อเนื่องไป กล่าวคือ ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา กรมการปกครองก็มีโครงการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งส่วนมากคณะกรรมการก็จะเป็นชุดเดียวกันกับคณะกรรมการการพัฒนาตำบล คณะกรรมการสภาตำบล คือคณะกรรมการพัฒนาตำบลที่ผ่านการอบรมตามโครงการนี้จะพัฒนาขึ้นเป็นคณะกรรมการสภาตำบล ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
กรมการพัฒนาชุมชนกับกรมการปกครองจึงได้ตกลงกันในหลักใหญ่ ๆ เพื่อดำเนินการดังนี้
- การฝึกอบรมระดับตำบล เป็นหน้าที่ของกรมการปกครอง
- การฝึกอบรมระดับหมู่บ้าน เป็นหน้าที่ของกรมการพัฒนาชุมชน

ผู้นำท้องถิ่นกับการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
การพัฒนาชุมชนเป็นงานที่เป็นการฝึกหัดให้ประชาชนได้เรียนรู้ถึงวิธีการดำเนินชีวิตตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตยโดยกว้าง และสถาบันที่ส่งเสริมการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ในระดับหมู่บ้านและตำบลคือ
- กรรมการพัฒนาหมู่บ้าน (ในระดับหมู่บ้าน)
- กรรมการพัฒนาตำบล(ในระดับตำบล)
คณะกรรมการทั้งสองนี้ จะมีหน้าที่และสร้างความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของตนเอง

ผู้นำท้องถิ่นกับการพัฒนาชุมชน

การพัฒนาชุมชนเป็นงานที่ต้องลงไปสู่ประชาชนและร่วมทำงานกับประชาชนโดยลักษณะการทำงานจะเน้นไปสู่ผู้นำและการสร้างผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติตัวจักรสำคัญในการพัฒนาชุมชน ลักษณะของผู้นำที่ดีในการพัฒนาชุมชนหรือท้องถิ่นนั้น ต้องเป็นบุคคลที่สามารถเป็น “ตัวนำ” “ตัวประสานงาน” “ตัวร่วมคิด” “ตัวดำเนินการ” ของประชาชนและรัฐบาลได้ จึงควรเลือกเฟ้นให้ได้บุคคลที่มีลักษณะเป็นผู้นำทางด้านส่งเสริมเศรษฐกิจ ด้ายการศึกษา สุขภาพอนามัย เยาวชน การช่าง และการป้องกันผู้ร้ายหรือผู้ก่อการร้าย โดยมีชาวบ้านในระดับหมู่บ้านหรือตำบลนั้นเป็นพลังสำคัญ ดังนั้น การที่จะดำเนินการพัฒนาให้ได้ผลจึงต้องค้นหาผู้นำท้องถิ่นของแต่ละท้องถิ่นไว้เป็นตัวแทนในการทำงาน
ลักษณะผู้นำท้องถิ่นประเภทต่างๆ ผู้นำในระดับหมู่บ้านตำบลโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภท กพม., กพต., กสต., นั้น ควรจะได้ผู้นำที่มีลักษณะ 7 ประเภท ดังนี้
1. ผู้นำทางการเมือง (ความคิดทางนโยบายและการปกครอง)
2. ผู้นำทางด้านป้องกัน
3. ผู้นำเยาวชน
4. ผู้นำทางการศึกษา
5. ผู้นำทางช่าง
6. ผู้นำทางอนามัย
7. ผู้นำทางเศรษฐกิจ (การค้า อุตสาหกรรม ตลาด การขนส่ง และทุน)

ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ ในส่วนของการพัฒนาทางการเมือง

การพัฒนาทางการเมือง (Political Development) คือการจัดตั้งสถาบัน ขึ้นมารองรับและจัดระเบียบการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งมีผลมาจากความตื่นตัวหรือจำเริญ[1]ทางการเมือง (Political Modernization) ความจำเริญทางการเมืองเกิดจากการขยับตัวของสังคม (Social Mobilization) ซึ่งได้แก่ การเกิดชุมชนเมือง การเพิ่มของอัตราคนรู้หนังสือ การเกิดชนชั้นใหม่ การย้ายถิ่น เป็นต้น


1[2] 2[3] 3[4] 4[5]




จากการจัดโครงสร้าง นี้ อาศัยทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ และอาศัยมิติทางประวัติศาสตร์ และความเป็นจริง และเมื่อได้โครงสร้างดังกล่าวมาแล้ว ก็ต้องวิเคราะห์บทบาทของแต่ละโครงสร้างโดยใช้ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ กับทางสังคมศาสตร์ และความรู้ที่เกี่ยวกับวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์เพื่อให้เห็นภาพกว้าง ในระดับมหภาค จากนั้นก็อาศัยเฉพาะเรื่องเพื่อวิจัยในระดับจุลภาค หาข้อมูลเชิงประจักษ์ต่อไป
การพัฒนาทางการเมืองโดยทั่วไปนั้น นักวิชาการส่วนใหญ่ต่างเห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยระดับชาติมีพื้นฐานสำคัญอยู่ที่การปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกันควรที่จะได้มีการกำหนดปรัชญา หลักการ อุดมการณ์ และวิชาการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นอย่างไทยไว้อย่างชัดเจน เช่น นำหลักสหกรณ์ และสังคมนิยมประชาธิปไตย ตามธรรมในพุทธศาสนามาปฏิบัติโดยทั่วไป ซึ่งจะช่วยสะท้อนให้เห็นภาพของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยของไทยว่ามีเอกลักษณ์ปฏิบัติโดยทั่วไป โดยสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มีอุดมการณ์คือ ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจที่มั่นคง อีกทั้งเน้นหลักคุณธรรมในการปกครอง เพื่อขจัดความแตกแยกในสังคม และสร้างความอยู่ดีกินดีจนเกิดความสงบสุขในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังช่วยให้บรรลุความมั่นคงของชาติ และรักษาชาติให้อยู่รอดปลอดภัย ดังนั้น จึงไดมีการเพิ่มเรื่องปรัชญาการเมืองของไทย เพื่อเสนอแนวความคิดและการสร้างรูปแบบในการพัฒนาการเมืองท้องถิ่นในระบอบประชาธิปไตยให้เหมาะสมกับความเชื่อและลักษณะนิสัยของชาวไทย ทั้งยังได้สรุปโครงการพัฒนาท้องถิ่นต่างๆ ที่ช่วยปูพื้นฐานการปกครองท้องถิ่น เท่าที่ปรากฏในแผนพัฒนาฯ ไว้ด้วย เพราะโครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในชนบทเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาทางการเมือง โดยให้ประชาชนฝึกหัดจากการปฏิบัติจริง ซึ่งเกี่ยวพันกับความมั่งคงของชาติ
ทฤษฏีการเจริญเติบโตทางการเมือง สาเหตุที่ทำให้เมืองต่างๆ เจริญและขยายตัวอย่างรวดเร็วคือ
1. การอพยพของคน สาเหตุของการอพยพก็เพื่อย้ายแหล่งหากิน และมีข้อที่น่าสังเกตคือ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปมีส่วนกระตุ้นในการทำให้คนอพยพเข้ามาในเมือง เพราะเมืองหากินง่าย
2. อัตราการเกิดและตายของประชาชน เนื่องจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทำให้มีการรับเทคนิคและวิทยาการใหม่ๆ ทางการแพทย์เข้ามา ดังนั้น อัตราการเกิดของประชากรโดย เฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาจึงมีอัตราสูงมาก และอัตราการตายลดลง
3. พัฒนาการด้านเทคนิควิทยาการต่างๆ และการคมนาคม สิ่งเหล่านี้ทำให้ชุมชนในเมืองเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะวิชาการและเทคนิคใหม่ๆ ของการคมนาคม และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทำให้เกิดความเป็นไปได้จะใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างสะดวกสบาย
4. เขตชุมชนในเมืองและการปกครองท้องถิ่น การขยายตัวของเมืองสาเหตุ 3 ประการข้างต้น ก่อให้เกิดชุมชน 3 กลุ่ม ซึ่งจะเป็นปัญหายุ่งยางต่อไปในการปกครองท้องถิ่น ดังนี้
(1) ชุมชนเดิมในเมือง ตึก ย่านธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม ที่เกิดขึ้นเดิมจากการอพยพของคนหรือจากการเริ่มตั้งเมืองก็ดี เมื่อเมืองขยายออกไปบุคคลที่อยู่เดิมมักจะย้ายออกไปหาที่อยู่ใหม่ และผู้ที่เข้ามาอยู่แทนมักเป็นผู้อพยพมาภายหลัง และยากจน กิจการค้าในตัวเมืองจะซบเซาเพราะคนจนอยู่มาก แหล่งอุตสาหกรรมจะย้าย
(2) ชุมชนรอบเมือง มักเป็นผู้มาใหม่อาจอพยพมาจากในเมืองหนีความแออัด หรือชนชั้นกลาง หรือผู้ที่ร่ำรวยทั้งใหม่ และเก่าใช้เป็นที่อยู่อาศัยกิจการค้าใหม่ๆ จะเริ่มในชุมชนนี้ด้วยเพราะขายดี คนมีเงินมาซื้อมาก
(3) ชุมชนนอกเมือง จะเป็นชุมชนส่วนน้อยที่ยังคงดำรงชีวิตแบบเก่าในทางเกษตรกรรมแต่เมื่อเมืองขยายออกไปก็จะถูกกลืน เช่น ถูกซื้อที่ดิน ฯลฯ
5. สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองท้องถิ่นไทย มีลักษณะของตัวแปรเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งได้แก่ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ โครงสร้างทางสังคมชนบท ลักษณะเศรษฐกิจ การเกษตร สุขภาพอนามัยประชากร และวัฒนธรรมในชนบท โดยอาจดูได้จากสถาบันสำคัญๆ ในชนบทได้แก่ สถาบันครอบครัว ลักษณะเศรษฐกิจ สถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา อนึ่งลักษณะวิวัฒนาการทางสังคมไทยหรือของยุโรปกับตะวันออกนั้น มีความแตกต่างกัน มิได้เป็นไปในแนวเดียวกับยุโรป
6 . ธรรมชาติการเมือง
6.1 ชีวิตการเมืองคือระบบพฤติกรรมของคนในสังคม จากการศึกษาของนักรัฐศาสตร์ และการอธิบายตามทฤษฎีทางสังคมหรือทฤษฎีระบบเปิด โดยเฉพาะของ David Easton อธิบายไว้ว่า ชีวิตการเมืองของคนในสังคมก็คือระบบของพฤติกรรม อีสตันศึกษาการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยระบบสังคมและการเมืองระบบใหญ่เป็นหลัก ส่วนตัวแปรเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเมืองของคนและระบบการเมืองอยู่ที่อิทธิพลภายนอก หรือกล่าวโดยสรุป การเมืองโดยธรรมชาติของมัน คือ ระบบพฤติกรรมของคนในสังคม
6.2 การเมืองคือพฤติกรรมของคนในสังคมหรือความสัมพันธ์ของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งเกี่ยวพันกับกำลัง กฎหรืออำนาจในการปกครอง ทั้งอริสโตเติล แมกซ์ เวเบอร์ โรเบิร์ด เอดาล และแฮโรลต์ ดีลาสเวล ได้แสดงความเห็นไว้สอดคล้องต้องกัน นั้นคือหากจะกล่าวว่าการเมืองคืออะไรก็ให้ดูระบบสังคม เพราะระบบสังคมเป็นสิ่งที่ชี้เห็นธรรมชาติของการเมือง และพฤติกรรมการเมืองของมนุษย์ โดยอาจขยายความดังนี้
(1) ในสังคมไทยมีคนหลายคนมีส่วนร่วมกระทำหรือมีผู้ปฏิบัติทางการเมืองมากมาย
(2) มีรูปแบบโครงสร้างของความสัมพันธ์ภายในระหว่างบุคคลในสังคม
(3) มีรูปแบบหรือสัญลักษณ์ในการติดต่อในทางการเมืองของคนในสังคม
(4) มีบทบาทต่างๆ ของคนในสังคมซึ่งเป็นไปตามค่านิยม หรือวิถีปฏิบัติทางการเมือง
(5) มีความขัดแย้งเกี่ยวข้องและสนับสนุนซึ่งกันและกันของคนในสังคม ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับเวลาและมิติ
6.3 อำนาจตัดสินใจทางการเมือง เราอาจสังเกตการณ์ตัดสินใจทางการเมืองนั้นได้ง่ายๆ โดยดูจาก
(1) ดูอำนาจ เพราะอำนาจตัดสินใจมักขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลบางคน ที่สามารถมีสิทธิมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนอื่นๆ ในสังคม
(2) ดูความสัมพันธ์ หมายถึง ดูการติดต่อของกลุ่มคนในสังคมว่าเป็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ เช่น ติดต่อพฤติกรรมของคนอื่นๆ ในสังคม
(3) ดูความต้องการที่แตกต่าง ซึ่งในที่สุดจะมีการประนีประนอมกันในปัญหาต่างๆ
(4) ดูการแข่งขัน การร่วมมือกันของคนในสังคม
(5) การตัดสินใจของผู้มีอำนาจ
(6) การกระจายผลทางการเมืองของการตัดสินใจในสังคม

6.4 การกำหนดอำนาจตัดสินใจทางการเมือง อำนาจการเมืองอำนาจพิเศษในการกำหนดเป้าหมายของสังคมรวมทั้งกำหนดคุณค่าที่จะบรรลุตามเป้าหมาย ซึ่งจะกำหนดอำนาจนี้ได้จาก
(1) การเลือกเป็นผู้ตัดสินใจทางการเมืองของสังคม พฤติกรรมนี้เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางสังคมเฉพาะทาง
(2) สร้างอำนาจและความถูกต้องตามกฎหมายให้เกิดขึ้น
(3) การขัดแย้ง
(4) การผูกขาดอำนาจบังคับต่อเนื่องของผู้มีอำนาจ ที่มาแห่งอำนาจทางการเมืองของคน เช่น เงิน การศึกษา เกียรติยศ ความชำนาญทางการเมือง
6.5 การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยตามความหมายของแต่ละประเทศแต่ละสังคมย่อมไม่เหมือนกัน คำจำกัดที่กว้างขวางและน่าสนใจ ได้แก่
(1) ประชาธิปไตยในวิธีชีวิตของของในสังคม ได้แก่ ประชาธิปไตยในระบอบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของแต่ละคนในสังคม
(2) ประชาธิปไตยเน้นที่จุดๆหนึ่ง คือ วิธีการที่มีการตัดสินใจทางการเมืองในสังคม ซึ่งอาจขยายความตามหลักตัดสินใจทางการเมือง และการเลือกเฟ้นหาผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยตามแนวทางตะวันตก (ยุโรป, สหรัฐอเมริกา) ได้ดังนี้
ก. ยึดหลักความเท่าเทียมกันทางการเมืองของบุคคลในสังคม
ข. ยึดหลักให้มีการเลือกตั้งโดยเสรีและจริงจัง
ค. มีการเลือกตั้งในสังคมอยู่เสมอเป็นระยะๆ
ง. มีการยอมรับเสียงส่วนใหญ่ปกครองประเทศ
จ. มีการยอมรับและให้สิทธิชนกลุ่มน้อยในทางการเมือง

6.6 วิถีทางที่ประชาชนจะเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมือง ประชาชนทุกคนควรเข้ามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การเข้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจปัญหาต่างๆ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งสามารถทำได้หลายทาง เช่น เมื่อมีการเลือกตั้งการเข้าร่วมในกลุ่มผลประโยชน์ หรือกลุ่มอิทธิพลในสังคม การเข้าร่วมในพรรคการเมือง หรือการที่แต่ละคนเข้าไปติดต่อกับรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรง วิถีทางนี้จึงเป็นวิธีที่เปิดเผย และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น พูดโดยสรุปในระบอบประชาธิปไตย คนในสังคมมีวิธีติดต่อโดยเปิดเผยในทางการเมือง 2 แบบ คือ ติดต่อโดยอ้อม (ผ่านกลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมืองต่างๆ) และ การติดต่อโดยตรงกับรัฐบาลเอง
6.7 หลักธรรมในพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในการกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ได้แก่ คุณธรรม ศาสนา และหลักธรรมต่างๆ ซึ่งทุกศาสนามุ่งที่จะสั่งสอนให้คนเป็นคนดี อีกทั้งเป็นสิ่งเอื้อต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะมุ่งความสงบ สันติในสังคม และความต้องการให้คนมีความรักความสามัคคีกัน ไม่มุ้งร้ายทำลายกันและกันสำหรับการรับไปใช้ในการเมืองท้องถิ่นนั้น ใคร่เน้นหลักสามัคคีธรรมและหลักสหกรณ์
(ก) หลักสามัคคี คือ ความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในสังคม ความสามัคคี มี 2 อย่าง คือ กายสามัคคี และจิตสามัคคี ความสามัคคีนี้ ความจริงตรงกับหลักการรวมกันเป็นสมาคม
ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคุณธรรม 4 ประการ
1. มีความเมตตาแก่กัน เมตตามีองค์ 3 คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
2. มีความเผื่อแผ่ไม่หวงแหนในสิ่งที่ไม่ควรหวง
3. มีศีลธรรมเสมอกัน
4. มีความเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม
เมื่อพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าสามัคคีธรรมเป็นธรรมที่มีหลักการ และวิธีปฏิบัติที่เอื้อต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามนัยแห่งปรัชญาการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยของตะวันตก
(ข) หลักสหกรณ์ ความหมายในหลักธรรมทางพุทธศาสนาหมายถึงการทำร่วมกันโดยสภาวะและโดยหน้าที่ ซึ่งหมายถึงการทำร่วมกันตามฐานะตำแหน่งของคนนั้นเอง ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น เราสามารถนำหลักธรรมมาปรับไปใช้ในการบริหารบ้านเมือง หรือในการทำกิจกรรมใดๆ ก็ได้ซึ่งสหกรณ์เมื่อปรับมาใช้ในทางเศรษฐกิจ และทั่วโลกนำหลักการมาใช้ ได้แก่
1. มีการการรวมคน(ทุนไม่สำคัญกว่าใจ)
2. โดยมีความสมัครใจ
3. มีความเสมอภาคกันในการดำเนินงาน
4. ถือหลักผลประโยชน์ของสมาชิก

สหกรณ์มีคุณแก่กลุ่มชนที่กระทำกิจร่วมกัน คือ
1. สอนให้สมาชิกรู้จักออมทรัพย์
2. สอนให้สมาชิกมีความซื่อสัตย์และภักดีต่อกลุ่มของตน
3. สอนให้สมาชิกรู้จักมีความสามัคคี รู้จักรวมกันช่วยตัวเอง
4. สหกรณ์เป็นกลางทางการเมือง
5. ช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
จะเห็นได้ว่าหลักการของสหกรณ์มีคุณต่อการพัฒนาสังคมและมีหลักการ วิธีการดำเนินงานเอื้อต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
6.8 หัวข้อทางพุทธศาสนา มีอยู่หลายหัวข้อสำหรับฝ่ายบุญ ฝ่ายบาป ซึ่งคฤหัสถ์สามารถที่จะนำมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม
6.9 กลุ่มผลประโยชน์และผู้นำท้องถิ่น
(ก) ข้อสังเกตเกี่ยวกับความต้องการและอำนาจทางการเมือง ในสังคมหนึ่งๆ ประชาชนมีระดับอิทธิพลต่างกัน แต่อิทธิพลต่างๆ นั้น มีผลในทางอำนาจการเมืองด้วย โดยดูได้จาก
การดูระดับอิทธิพล
1. ความต้องการหรือเรียกร้องจากกลุ่มในสังคมนั้น
2. ปัจจัยอำนาจทางการเมือง
3. การสนับสนุนอำตายทางการเมือง
เราจะรู้ว่าบุคคลใดมีอำนาจทางการเมือง โดยสังเกตปัจจัยเหล่านี้ คือ
1. เงิน บุคคลที่มีฐานะร่ำรวยจะเป็นปัจจัยแห่งอำนาจ ที่สำคัญทางการเมือง
2. กลุ่ม หรือพวก สิ่งนี้เป็นขอบข่ายแห่งอำนาจของบุคคล
3. บุคคลผู้มีลักษณะดี มีสุขภาพและพลานามัยดี จะช่วยเสริมบุคคลภาพผู้นำและอำนาจบารมีทางการเมืองด้วย
4. บุคคลผู้มีประสบการณ์ในทางการเมืองและรู้ปัญหาของสังคมจริงๆ
5. บุคคลผู้มีความคิดเป็นประชาธิปไตยและค่อนไปทางเสรีนิยม
6. บุคคลที่มีเพื่อนฝูงมากและเป็นมิตรกับคนทั่วไป
7. ผู้มีการศึกษาดี
8. ส่วนประกอบอื่นๆ ของบุคคลนั้น เช่น ความทะเยอทะยาน เป็นต้น
(ข) พฤติกรรมของกลุ่ม (ภายในกลุ่ม) และอำนาจทางการเมือง
1. ธรรมชาติของขบวนทางการเมืองซึ่งมีคำน่าสนใจ 3 คำ คือ การเมือง ระบบการเมือง และนักการเมือง คำว่า “การเมือง” โดยธรรมชาติแล้วมองได้ในแง่ความต้องการและการเสนอสนอง ส่วนคำว่า “นักการเมือง” อาจเป็นผู้ดำรงชีวิตเพื่อการเมือง หรืออาศัยการเมืองหาเลี้ยงชีวิตก็ได้ ส่วน “ระบบการเมือง” หมายถึง ระบบการปกครองหรือพฤติกรรมทางการเมืองและสังคมหนึ่งๆ
2. องค์ประกอบสำคัญของระบบการเมือง ได้แก่ กลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมือง
2.1 กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอิทธิพล มีความแตกต่างจากพรรคการเมืองซึ่งเห็นได้ง่ายจากากรที่ไม่มุ่งที่จะแสวงหาตำแหน่งการปกครองให้สมาชิกกลุ่ม แต่มุ้งสร้างอิทธิพลต่อนโยบายแห่งรัฐ และยังมีลักษณะแตกต่างไปจากพรรคการเมืองส่วนมากในแง่ที่ว่า กลุ่มผลประโยชน์ก่อตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานของผลประโยชน์ และความคิดเห็นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องอุดมการณ์อย่างธรรมดาที่ร่วมกัน
2.2 ตัวอย่างกลุ่มผลประโยชน์ในอเมริกา กลุ่มผลประโยชน์ที่ยอมรับกันในระบบการเมืองอเมริกัน ว่านอกจากจะไม่เป็นสิ่งชั่วร้ายแล้วยังเป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยปัจจุบัน เพราะเป็นหน่วยที่รองรับความคิดเห็นส่วนบุคคลและรวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อเสนอแนะความคิดเห็นที่เหมาะสม โดยวิถีทางของผู้ชำนาญการ หรือนักวิชาการอาชีพซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ในอเมริกานั้นมีกลุ่มผลประโยชน์อยู่มากมาย ต่างฝ่ายต่างเฝ้ามองกันอยู่ เพื่อปฏิบัติตนอย่างเป็นกลาง และต่างคอยจับผิดกันและกัน
3. การสังเกตกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งสังเกตได้ง่ายมาก โดยจำแนกว่าใครเป็นสมาชิกอยู่ในองค์การใดและองค์การหรือกลุ่มผลประโยชน์นั้น สามารถเป็นตัวแทนของประชาชนในการตัดสินใจของรัฐบาล
3.1 อะไรคือผลประโยชน์ เราอาจพิจารณาความหมายของคำว่าผลประโยชน์ได้หลายแง่ เช่น ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือผลประโยชน์ทางอุดมการณ์ โดยอาจกำหนดเป็นระยะสั้นหรือระยะยาวก็ได้
3.2 ลักษณะของกลุ่มผลประโยชน์ เป็นการรวมกันเพื่อผลประโยชน์ บางพวกรวมกันเพื่อวิ่งเส้นในจุดหมายเดียวกัน บางพวกเป็นการรวมกลุ่มเพื่อปัญหาพิเศษที่เกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มผลประโยชน์ของนักธุรกิจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นพวกวิ่งเต้น ตรงกันข้ามกับพวก AFL-CIO ในเรื่องราวต่างๆ
3.3 ขนาดและความคิดของกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มผลประโยชน์ จะเข้มแข็งหรือไม่อยู่ที่การรวมกันของกลุ่มองค์การอย่างแน่นแฟ้นเข้มแข็งเพียงใด ฉะนั้น จึงขึ้นอยู่กับการติดต่อและกิจกรรมของกลุ่มด้วยอีกทั้งขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำกลุ่มและสมาชิกของกลุ่มที่จะเข้าใจเทคนิคต่างๆ ในการประสานผลประโยชน์และวิ่งเต้น จึงอาจสรุปความจริงได้ว่า “ระบบทางการเมืองก็เหมือนกับระบบทางกายภาพของมนุษย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพเพียงใด ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดพลังของระบบส่วนบุคคล”
3.4 รูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์ ผลประโยชน์ดำเนินการในรูปแบบคล้ายคลึงกันทุกระดับของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น แต่มีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน คือ เรื่องอำนาจของกลุ่มต่างๆ และอำนาจกลุ่มยังขึ้นอยู่กับเวลาหนึ่งๆ ด้วย
3.5กลุ่มผลประโยชน์
1. กลุ่มนักธุรกิจ มักเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงต่อรัฐบาล และกลุ่มจะวิ่งเต้นได้ก็จะต้องจดทะเบียนผู้แทนเป็นผู้วิ่งเต้นต่อสภาพรัฐเสียก่อน
2. กลุ่มกรรมกร นับเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง เพราะกรรมกรมีผลประโยชน์ในเรื่องบริการของรัฐมากกว่าเรื่องอัตราภาษี
3. กลุ่มชานาชาวไร่
4. กลุ่มนิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์
5. กลุ่มวิชาชีพต่างๆ ฯลฯ
6.10 การฝึกอบรมผู้นำท้องถิ่น การพัฒนาชุมชนโครงการ พพป. มีจุดเน้นปูพื้นฐานการปกครองท้องถิ่นในระดับหมู่บ้านและตำบล จึงต้องหาวิธีการพัฒนาต่างๆ ทางการเมืองและการปกครองตนเอง แก่ประชาชนเพื่อบรรลุเป้าหมายส่งเสริมการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถิ่น และบุคคลกลุ่มที่สำคัญก็คือ ผู้นำท้องถิ่นในรูปต่างๆ
[1] ความจำเริญ ทางการเมือง (Political Modernization)
[2] การขยายตัวของสังคม (Social Mobilization)
[3] ความจำเริญ ทางการเมือง (Political Modernization)
[4] การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)
[5] การพัฒนาทางการเมือง (Political Development)

การปกครองท้องถิ่นของไทย

ในยุคที่การวิเคราะห์การเมืองในแนวทางพฤติกรรมศาสตร์ รุ่งเรือง เริ่มตั้งแต่ ทศวรรษ 1950 จนมาถึงก่อน สงครามเวียดนามยุติ[1] นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสำนักพฤติกรรมศาสตร์ของ สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงการวิเคราะห์การเมืองและการศึกษาวิชารัฐสาสตร์โดยให้ความสำคัญที่ทฤษฎีเชิงประจักษ์ (empirical theory) โดยมีกระบวนการสร้างทฤษฎีการศึกษาวิจัยแบบ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ หรือ วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
กล่าวคือ การสร้างทฤษฎีที่อาศัยการค้นคว้าวิจัยตามแนวของวิชาฟิสิกส์ เพื่อสร้างทฤษฎีแบบวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ เพื่อสามารถปรับ ประยุกต์ทฤษฎีดังกล่าวในการวิเคราะห์การเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
โดยมีฐานความเชื่อที่ว่า ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นมีแบบกระบวนการที่แน่นอน สามารถจะอธิบาย ได้ด้วยโครงสร้างทฤษฎีเชิงประจักษ์และอาจจะสามารถทำนาย ปรากฏการณ์ล่วงหน้าได้ถ้ามีการศึกษาค้นคว้าวิจัย ที่ดีพอ
แนวทิศทางการศึกษาวิเคราะห์การเมืองและรัฐศาสตร์ดังกล่าวมานั้น ได้นำไปสู่ความพยายามที่จะศึกษาเปรียบเทียบในเชิงหาลักษณะร่วมเพื่อสร้างทฤษฎีขึ้นเพื่อใช้วิเคราะห์การเมืองในบริบท ต่างๆ ได้ ทั้งนี้โดยไม่ให้น้ำหนักกับลักษณะพิเศษของสังคมหนึ่งๆ ซึ่งมีผลมาจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ [2]
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สำนักพฤติกรรมศาสตร์เน้นเรื่องทฤษฎีสากลโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ประวัติศาสตร์หรือลักษณะพิเศษของสังคม การวิเคราะห์การเมืองและรัฐศาสตร์กระทำโดยข้อมูลประจักษ์ที่เป็นตัวเลขเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งไว้เชิงวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
การเป็นพลวัตของสำนักพฤติกรรมศาสตร์เริ่มเสื่อมคลายลงเมื่อปรากฏว่าการหมกมุ่นอยู่กับการสร้างทฤษฎี การเน้นวิธีการจนบ่อยครั้งขาดเนื้อหาสาระสำคัญ ซึ่งเป็นแก่นของความรู้และข่าวสาร ทำให้เกิดข้อกังขาถึงอรรถประโยชน์ ของการศึกษาแนวนี้ เพราะดูประหนึ่งจะเป็นการหลงใหลอยู่กับทฤษฎีในลักษณะนามธรรมมากกว่าใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง นอกเหนือจากนั้นข้อกล่าวอ้างเรื่องการวางตัวเป็นกลางในทางค่านิยมมากกว่าการใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง นอกเหนือจากนั้นข้อกล่าวอ้างเรื่องการวางตัวเป็นกลางในทางค่านิยมและการทำจิตว่าง ยังได้รับการโจมตีว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก
สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการแตกแยกภายในของสังคมอเมริกัน โดยมีประเด็นมาจากสงครามเวียดนามและการขัดแย้งระหว่างเชื่อชาติ คือระหว่างคนผิวขาวและผิวดำ จนปรากฏเป็นปัญหาข้อขัดแย้งอย่างรุนแรง ประกอบกับเงินทุนวิจัยสำหรับศึกษาประเทศกำลังพัฒนา ได้ถูกตัดทอนลง โดย
รัฐบาลกลาง ทำให้นักวิชาการทางรัฐศาสตร์โดยเฉพาะกลุ่มศึกษาเปรียบเทียบ เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลง จึงได้เกิดปรัชญาขึ้นใหม่ที่เรียกว่า หลังยุคพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งยอมรับการศึกษาโดยเน้นที่เนื้อหามากขึ้น นอกจากนี้ความขัดแย้งระหว่างสำนักปรัชญาการเมือง กับสำนักพฤติกรรมศาสตร์ก็ได้ลดน้อยลง และในปัจจุบันประสานกันมากขึ้น
สำหรับนักรัฐศาสตร์ไทย ที่ได้ศึกษามาจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ก็พลอยรับค่านิยมดังกล่าวมาแล้วด้วย โดยมีความคิดที่แตกต่างกันระหว่างสองสำนัก คือ
สำนักพฤติกรรมศาสตร์
สำนักปรัชญา
บางครั้งเกิดความรู้สึกแตกแยกจนเป็นการถกเถียงด้วยอารมณ์ แต่ก็มีความพยายามที่จะประสานความแตกแยกดังกล่าว โดยมองในแง่ที่ว่าการศึกษาของสำนักสามารถจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ในขณะที่ทางรัฐศาสตร์ กำลังถกเถียงกันในเรื่องปรัชญาและพฤติกรรมศาสตร์นั้น สาขาวิชาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ได้มีกิจกรรมผลงานทั้งในด้านการวิจัย และสิ่งตีพิมพ์เกิดขึ้น สภาวะที่เกิดขึ้นนี้มีผลมาจากกระแสของการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์โดยนักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์แบบที่แตกต่างไปจากสำนักประวัติศาสตร์เดิม
กล่าวคือเป็นการมองที่ประวัติศาสตร์ของสังคมแทนการเน้นผู้นำทางการเมืองหรือประวัติศาสตร์ราชวงศ์[3] ได้มีการค้นคว้าหาหลักฐานจากเอกสารเพื่อการตีความ ทำให้เห็นประวัติศาสตร์ไทยในมิติที่แตกต่างไปจากสำนักศึกษาแบบเก่า นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่ทำให้วิชาประวัติศาสตร์มีสภาพพลวัตมากขึ้น ก็คือการเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์โดยนักเศรษฐศาสตร์การเมือง และนักรัฐศาสตร์บางท่าน
การเข้ามาของนักสังคมศาสตร์ทั้งสองแขนงในอาณาจักรของประวัติศาสตร์ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ใหม่อันสำคัญ คือการใช้กรอบทฤษฎีทางสังคมศาสตร์เข้ามาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์







ประวัติศาสตร์การวิเคราะห์การเมืองไทย
การวิเคราะห์ศึกษาสังคมโดยทั่วไป รวมทั้งทางรัฐศาสตร์และการเมืองนั้นถ้าจะให้ผลการวิเคราะห์ออกมาควรจะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้คือ

ความรู้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์คือภาพความเป็นมาในอดีตและส่งผลต่อปัจจุบันในรูปของมรดกตกทอด ที่เห็นได้ชัดคือในเรื่องของความเชื่อและวัฒนธรรม ทัศนคติบางประการ สถาบันทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ก็ไม่ได้เกิดจากสุญญากาศ หากแต่มีการสืบต่อในหลายๆ ด้าน การเข้าใจประวัติศาสตร์ย่อมมีผลต่อความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งในปัจจุบัน เหตุผลที่ก่อให้เกิดสภาวะอันนี้ก็เพราะว่าโดยทั่วๆ ไป มนุษย์ไม่ต้องการ และไม่กล้าแปรเปลี่ยนไปจากสิ่งเดิม
โดยส่วนใหญ่มนุษย์จะมีแนวโน้มที่จะรักษารูปแบบการกระทำที่มีมาแต่เดิม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น
จากสภาพการคงทนของวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อดังกล่าวมาแล้วนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าในแง่หนึ่งประวัติศาสตร์ไม่ได้ขยับไปมากนัก ยกเว้นจะมีปรากฏการณ์สำคัญ ถ้าสังคมใดมีลักษณะที่ค่อนข้างจะหยุดนิ่งก็ยิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยลง ซึ่งหมายความว่าการสืบเนื่องของประวัติศาสตร์จะมีมากขึ้น

ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์
ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ มีความเกี่ยวพันกับเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม จิตวิทยา และจุดที่เน้นคือ ทฤษฎีในเชิงประจักษ์ในทางสังคมศาสตร์ และรัฐศาสตร์ นั้นช่วยให้การวิเคราะห์มีน้ำหนัก ตีความหมายได้กว้างและชี้ให้เห็นนัยต่างๆ ได้ ทั้งนี้เพราะทฤษฎีเชิงประจักษ์ คือสิ่งที่ได้รวบรวมมาจากกรณีตัวอย่างต่างๆ สามารถช่วยให้เห็นความหมายและนัยต่างๆ แทนที่จะมีแต่ข้อมูล ซึ่งเก็บรวบรวมได้ แต่ไม่สามารถตีความหมายได้

การวิจัยเชิงประจักษ์
การวิเคราะห์ การเมืองและรัฐศาสตร์จึ่งแต่ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ทฤษฎีรัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ยังไม่พอ จำเป็นต้องมีการวิจัยเชิงประจักษ์ เพื่อให้มีข้อมูลมาพิสูจน์หรือเสริมให้น้ำหนักการวิเคราะห์ ซึ่งในแง่นี้ก็คือ การวิจัยตามปกติที่เข้าใจกัน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งวิจัยห้องสมุด และวิจัยภาคสนามตามกรรมวิธีต่างๆ กันแล้วแต่กรณี ตามหลังเทคนิคการวิจัย



โครงสร้างและสถาบัน
สถาบันพระมหากษัตริย์
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันเก่าแก่ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลาไม่น้อย สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลางของสถาบันอื่น การรวมชาติ การปกครอง การจัดระบบเศรษฐกิจและสังคม ค่านิยมและปทัสถานของสังคม ล้วนแต่มีจุดพุ่งไปสู่ สถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมไทยในอดีตจะเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรมก็มีผลมาจากสถาบันอันสำคัญนี้
สถาบันพระมหากษัตริย์ได้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการแปรเปลี่ยนไปในรูปแบบ แต่เนื้อหาสำคัญๆ ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง[4] การเข้าใจถึงวิวัฒนาการและความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์รวมทั้งบทบาทในแง่สถาบัน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์การเมืองไทยทั้งในยุคสมัยโบราณและยุคปัจจุบัน

ศักดินา และไพร่
ควบคู่ กับสถาบันพระมหากษัตริย์ คือระบบศักดินา และระบบไพร่ ระบบศักดินาและระบบไพร่ คือการจัดระเบียบการเมือง การบริหาร สังคม และเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมอำนาจทางการเมืองและการจัดกำลังเพื่อการสู้รบทั้งในสงครามป้องกันตนเองและสงครามแผ่ราชอาณาจักร
ระบบศักดินาเป็นระบบที่จัดชนชั้นในสังคมให้มีความสูงต่ำเหลื่อมล้ำตามอำนาจและฐานะ เป็นดัชนีชีสถานะทางสังคมที่ออกมาเป็นตัวเลข เป็นกลไกของการจัดแบ่งฐานะและตำแหน่งของคนในทางการบริหาร หรือระบบราชการแบบจารีตนิยม
ระบบไพร่เป็นระบบการจัดระเบียบและคุมกำลังคนเพื่อการแบ่งสรรกำลังคนในกรมกองของรัฐ ของชนชั้นผู้นำ และการบริหาร เพื่อเป็นการเกณฑ์แรงงาน การเก็บภาษีและเพื่อการรบในยามสงคราม
การเข้าใจระบบศักดินาและระบบไพร่จะทำให้เห็นผลกระทบต่อการเมืองการปกครอง ต่อระบบสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยาและพฤติกรรมของคนไทย

สถาบันขุนนาง
สถาบันขุนนางเป็นศัพท์ที่ใช้โดยเจตนา ทั้งนี้แม้แต่ราชการในปัจจุบัน ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Bureaucrat นั้นเป็นการเรียกที่ไม่ตรงกับสภาวะทางสังคมวิทยา Bureaucrat หรือ
องค์การาธิปัตย์[5] (องค์การ + อธิปัตย์) มีควาหมายในแง่การจัดตั้ง (organization) และปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายในลักษณะของรูป แบบในอุดมคติ (ideal - type)ของ Max Weber
การที่จะเข้าใจสถาบันข้าราชการและตัวข้าราชการในปัจจุบันได้เต็มสมบูรณ์ อาจจะต้องมีการศึกษาสถาบันขุนนาง
นอกจากข้าราชการพลเรือนแล้ว ทหารไทยเป็นส่วนหนึ่งของขุนนางไทย ก็ได้มีการสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ทหารเป็นสถาบันที่คู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์และสังคม พระมหากษัตริย์ในสมัยก่อนคือนักรบต้องยกทัพจับศึก การวิเคราะห์บทบาทของทหารไทยในทางการเมือง ก็คงมองข้ามสถาบันขุนนางและทหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันขุนนางไม่ได้

อุดมการณ์ (Ideology)
อุดมการณ์ (Ideology) เป็นมโนทัศน์หลาย ๆ มโนทัศน์ หรือเป็นสังกัปต่าง ๆ หลายสังกัป ซึ่งนำมาเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันให้ดูว่าเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน คือ เป็นปัจจัยเหตุปัจจัยผลต่อกันแบบไม่ลึกซึ้งนัก จึงขาดการสอดประสานเชิงตรรกวิทยา
อุดมการณ์จึงมีลักษณะเป็นกลาง ๆ คือ อาจจะมีความหมายไปในทางดีหรือไปในทางไม่ดีก็ได้ ส่วนอุดมคติมักหมายถึง สภาพการณ์ที่ดี คือ สภาพที่ควรมุ่งหวังและเชิดชูสำหรับตัวบุคคล ดังนั้นอุดมคติจึงมีความหมายเอนเอียงไปในทางบวก ในขณะที่อุดมการณ์มีความหมายไปในทางบวกหรือลบก็ได้
อุดมการณ์เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ซึ่งในปัจจุบันมักถือกันว่าอุดมการณ์เป็นรูปแบบแห่งความคิดที่บุคคลมีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้น เป็นเรื่องของท่าทีซึ่งมีอยู่แล้ว เป็นกลุ่มแห่งความคิดซึ่งกำหนดท่าที เป็นเจตคติ หรือทัศนคติของบุคคลต่อเรื่องต่าง ๆ ในสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ทฤษฎี (Theory)
การรู้ขั้นทฤษฎี คือ การรู้ว่ามโนทัศน์กลุ่มหนึ่งมีความเกี่ยวพันเป็นเหตุเป็นผลต่อกันอย่างไร เช่น ทฤษฎีประชาธิปไตย อาจประกอบด้วยมโนทัศน์ต่าง ๆ ดังนี้คือ สิทธิโดยธรรมชาติ สัญญาประชาคม อำนาจภายในขอบเขต กฎหมายที่ประชาชนมีส่วนในการร่าง สภาผู้แทน เสรีภาพในการพูด การเลือกตั้ง ฯลฯ
ทฤษฎีประชาธิปไตยในระดับทฤษฎีจะต้องมีการวางมโนทัศน์พื้นฐานเสียก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มมโนทัศน์อื่น ๆ เข้าไป คือ เป็นเสมือนอิฐที่ค่อย ๆ ก่อตัวสูงขึ้น และเป็นโครงสร้างที่สอดประสานสมส่วนกัน โดยขึ้นอยู่กับเหตุผลหรือตรรกวิทยา ซึ่งแสดงความเกี่ยวเนื่องของมโนทัศน์ต่าง ๆ



ปรัชญา (Philosophy)
ปรัชญามีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า ความรักในความฉลาด หรือความรักในความรอบรู้ (Love of Wisdom) เกี่ยวกับธรรมชาติของสรรพสิ่ง และเหตุของธรรมชาติเหล่านั้น
การรู้ขั้นปรัชญา เป็นการรู้ทำนองเดียวกันกับการรู้ขั้นทฤษฎี แต่สูงกว่าในความหมายว่า มีความลึกซึ้ง หรือความลุ่มลึกมากกว่า และเกี่ยวโยงกับศาสตร์อื่น ๆ ด้วย
ปรัชญาเป็นเรื่องของการคิดพิจารณาและการทำให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ส่วนอุดมการณ์ให้ความสนใจกับการกระทำ
ข้อเขียนเกี่ยวกับปรัชญาในยุคหลัง ๆ เป็นเพียงเชิงอรรถ (Footnotes) คือ คำอธิบายเพิ่มเติม หรือข้อสังเกตหรือข้อแม้ อันเป็นการเสริมต่อสิ่งซึ่งได้ผ่านการวิเคราะห์โดยมหาปราชญ์เพลโตมาก่อนแล้วเป็นส่วนใหญ่
[1] สงครามเวียดนาม (อังกฤษ: Vietnam War) (ค.ศ. 1957-1975) เป็นสงครามระหว่างเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ที่สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา เพื่อตัดสินว่าควรรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียวตามข้อตกลงเจนีวา ค.ศ. 1954 หรือไม่ สงครามจบลงด้วยชัยชนะของเวียดนามเหนือ และรวมประเทศเวียดนามทั้งสองเข้าด้วยกัน ซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศเวียดนาม ในประเทศเวียดนามเองเรียกสงครามนี้ว่า สงครามปกป้องชาติจากอเมริกัน หรือ สงครามอเมริกัน

[2] ชาลส์ ดาร์วิน (อังกฤษ: Charles Darwin) (12 ก.พ. 235219 เม.ย. 2425) เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เขาตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาในปี พ.ศ. 2402 (ค.ศ. 1859) ในหนังสือชื่อ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา การเดินทางออกไปยังท้องทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) และโดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และให้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเขานำมาใช้ในทฤษฎีของเขา

[3] Likhit Dhiravegin, The Meij Restoration (1868-1912) and the Chakkri Reformation (1868-1910) : A Comparative Perspective ,pp.288-290
[4] เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นจุดรวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ เป็นสถาบันถ่วงดุลไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเผด็จการ หรือผิดทำนองคลองธรรมอย่างเกินขอบเขต
[5] ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน