วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความมั่นคง และกำลังอำนาจแห่งชาติ

ความมั่นคง และกำลังอำนาจแห่งชาติ

ความเป็นห่วงเรื่องความมั่นคงของชาติและการมีพละกำลังของประเทศเป็นเรื่องที่มีปรากฏทั่วไป โดยเกี่ยวโยงกับมโนทัศน์อื่นๆ[1]
ความมั่นคง หมายถึง การมีพลานามัย มีความสมบูรณ์ และสุขภาพจิตดีในตัวเอง ส่วนกำลังอำนาจหมายถึง การมีลักษณะแห่งความมั่นคงผสมกับการมีความเกี่ยวกันกับคนอื่นหรือชาติอื่นๆ โดยความมั่นคงจะเน้นสภาวะภายใน ส่วนกำลังอำนาจเน้นสภาวะภายนอก คือ มีการเปรียบเทียบกับชาติอื่น

มองในปัจจัย เชิงรูปธรรม และนามธรรม
ปัจจัยเชิงรูปธรรม ได้แก่ ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ทำเลที่ตั้ง ทรัพยากรธรรมชาติ กำลังทหาร ทรัพยากรมนุษย์
ปัจจัยเชิงนามธรรม ได้แก่ ขวัญกำลังใจ ความเลื่อมใสศรัทธา ศาสนา ศีลธรรม ความเป็นผู้นำ
รูปร่างลักษณะเขตแดนและสภาพที่เกี่ยวข้อง มี 5 ประการ ได้แก่
1. รูปร่างกะทัดรัด เช่น ฝรั่งเศส สเปน โรมาเนีย กัมพูชา ฯลฯ
2. รูปร่างยื่นหรือแฉกหรือด้ามกระทะ เช่น ไทย สหภาพพม่า ฯลฯ
3. รูปร่างเรียวยาว เช่น ชิลี สวีเดน นอร์เวย์ อิตาลี ฯลฯ
4. รูปร่างแยกเป็นส่วน ๆ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ฯลฯ
5. รูปร่างมีรอยแหว่งภายใน เช่น สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ฯลฯ

รูปร่างของประเทศ ที่นับว่าเหมาะสม คือมีรูปร่างที่กะทัดรัด เนื่องจากสาเหตุ 2 ประการ คือ
1.การติดต่อระหว่างส่วนต่างๆ ของประเทศกับบริเวนใจกลางจะมีระยะทางเท่าๆ กัน และบริเวนใจกลางของประเทศอยู่ลึก จากพรมแดนพอสมควร ทำให้เกิดผลดีในด้านการป้องกันทางยุทธศาสตร์
2.มีพรมแดนสั้นเมื่อเปรียบเทียบตามส่วนกับเนื้อที่ประเทศ ทำให้ลดปัญหาเกี่ยวกับพรมแดนได้มาก

ปัจจัยด้านกำลังคน การมีพลเมืองมากโดยไม่สมดุลกับคุณภาพ ย่อมเป็นเครื่องกีดกั้นไม่ให้ประเทศมีพละกำลังเข้มแข็ง
ปัจจัยเชิงทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติในระดับมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน แคนาดา มีทรัพยากรป่าไม้ [2]
ขวัญกำลังใจ (Morale) ชาติเปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์ แม้องค์ประกอบทางสรีระอ่อนแอแต่หากมีกำลังใจดีย่อมจะยืนหยัดได้นานกว่าที่ควรจะเป็น การที่คนในชาติมีผู้นำที่มีความสามารถและเหมาะสมกับสถานการณ์ สภาพที่เลวร้ายย่อมดีขึ้นอย่างแน่นอน[3]
เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งมีความเป็นผู้นำในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้กล่าววาทศิลป์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด โดยเฉพาะในตอนที่ว่า “ทั้งชีวิตของข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะอุทิศให้ เว้นแต่หยาดโลหิต สปิริตแรงกล้า น้ำอัสสุชลคลอเบ้าตา และเหงื่ออาสาชโลมกาย” นับว่าเป็นวาทศิลป์ที่เป็นเสมือนมนต์ขลัง จนสามารถปลุกเร้าใจคนอังกฤษให้มีขวัญกำลังใจดีและต่อสู้โดยไม่ยอมสยบให้กับกองทัพอันทรงพลังของฮิตเลอร์
หลังจากญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการเข้าฝ่ายเยอรมัน และญี่ปุ่นได้โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์(Peal Harbor) บนเกาะฮาไวของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ จึงจำเป็นต้องนำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนายพลดักลาส แมคอาร์เธอร์ ถูกส่งไปเป็นแม่ทัพยังสมรภูมิเอเชีย และแปซิฟิก ส่วนนายพลดไวท์ ดี. ไอเซนเฮาร์ ถูกส่งไปเป็นแม่ทัพในสมรภูมิยุโรป

ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2488 กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรภายใต้การนำของ “นายพลดไวท์ ดี.ไอเซนเฮาร์” แห่งสหรัฐฯ ได้เปิดยุทธการดีเดย์ (D-Day) ที่เมืองนอร์มังดี (Normandy) ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ตรงข้ามช่องแคบอังกฤษจนได้รับชัยชนะและทำให้เยอรมันยอมแพ้ในเวลาต่อมา
ส่วนทางด้านเอเชียและแปซิฟิก “นายพลดักลาส แมคอาร์เธอร์” ก็ได้นำกองทัพเข้ายึดครองญี่ปุ่นโดยไม่มีการขัดขืนและวุ่นวาย ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488 หลังจากสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา และนางาซากิของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488
แมคอาร์เธอร์ วีรบุรุษในมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุทธภูมิด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ได้เคยกล่าวคำว่า I’ll return (I shall return) หลังจากต้องถอยทัพกลับไปในสมรภูมิแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ทั้งนี้เพราะการสู้รบในระยะแรกสู้กับกองทัพญี่ปุ่นไม่ได้

ภาวะผู้นำ
มีความสำคัญอย่างมาก แต่การจะกระทำอะไรให้ได้ผลนั้นจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการเช่น การมีผู้นำระดับรอง ซึ่งมีความสามารถ และความสามารถในการ ที่เราเรียกว่า “หยั่ง” สถานการณ์และการวางแผน
ในนวนิยายอิงพงศาวดารจีนเรื่อง “สามก๊ก” (The Three Kingdoms) “เล่าปี่” ต้องพนมมือไปทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะได้เดินทางไปกรอบขอร้อง และอ้อนวอนให้ปราชญ์จีนชื่อ “ขงเบ้ง” มาช่วยราชการเพื่อช่วยบ้านเมือง รวมทั้งในการเป็นเสนาธิการในการวางแผนรบกับโจโฉ
[1] เช่น การได้เอกราช (INdependence) การอยู่รอด (Survival) ความเป็นปึกแผ่น (Consolidation) และกำลังอำนาจแห่ง่ชาติ

[2] ทองคำสีเขียว (Green Gold)
[3] ยกตัวอย่าง สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นการตู้สู้ระหว่าง
(1) ฝ่ายสัมพันธมิตร (Allies) ซึ่งได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ฯลฯ
(2) ฝ่ายอักษะ (Axis) ซึ่งได้แก่ เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น ฯลฯ
ในปี ค.ศ. 1940 (ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ) วินสตัน เซอร์ชิลล์ (Winston Churchill) ได้รับมอบหมายให้จัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นบริหารประเทศอังกฤษ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประชาชาติ ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้ไม่มีรัฐใดหรือชาติใดที่จะดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพังโดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องติดต่อกับรัฐอื่น ๆ ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นเรื่องของการติดต่อหรือความสัมพันธ์ในแขนงต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม การกีฬา การบันเทิง เทคโนโลยี สันติภาพ สงคราม การทูต ฯลฯ

วิวัฒนาการการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะเป็นวิชาการเริ่มต้นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีวิวัฒนาการโดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงได้แก่
(1) การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ทางการทูต
(2) การศึกษาโดยเน้นเหตุการณ์ปัจจุบัน
(3) การศึกษาโดยเน้นหนักทางกฎหมาย
(4) การศึกษาโดยเน้นแนวทางการเมืองระหว่างประเทศ

มีการให้ความสำคัญกับวิชามานุษยวิทยา ด้านสังคมและวัฒนธรรมในช่วงที่สหรัฐฯ ถูกดึงเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้ให้นักวิจัยและนักมานุษยวิทยา เช่น รุธ เนเนดิกต์ (Ruth Benedict) ศึกษาเกี่ยวกับอุปนิสัยของคนญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น
ผลงานของ รุธ เนเนดิกต์ ในหนังสือ ดอกเบญจมาศและดาบซามูไร (The Chrysanthemun and The Sword) ซึ่งดอกเบญจมาศเป็นพระราชลัญจกร (State Emblem) หรือตราแผ่นดินของจักรพรรดิญี่ปุ่น ถือเป็นการค้นพบเกี่ยวกับอุปนัยของคนญี่ปุ่นที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการหาทางยุติสงครามโลกครั้งที่ 2



รูปแบบของทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ
รูปแบบของการเมืองระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับทฤษฎีต่างๆ ดังนี้
(1) ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ
(2) ทฤษฎีขั้วอำนาจ
(3) ทฤษฎีความมั่นคงร่วมกัน
(4) ทฤษฎีป้องปรามและผ่อนคลายความตึงเครียด

ทฤษฎีแห่งอำนาจ ได้แก่ นโยบายที่มีการรวมตัวกันในหมู่รัฐประชาชาติต่างๆ เพื่อไม่ให้อึกชาติหนึ่งหนึ่งมีอำนาจสูงจนเกินไป ซึ่งนโยบายนี้เริ่มใช้โดยอังกฤษก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

ทฤษฏีเกี่ยวกับขั้วอำนาจ แบ่งออกเป็น 2 แนว ได้แก่
1. แนวคิด 2 ขั้วอำนาจ (Bipolarity) โดยแบ่งแยกรัฐประชาชาติในโลกออกเป็น 2 ค่าย ภายใต้อภิมหาอำนาจ คือ สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต
2. แนวคิดพหุขั้วอำนาจ (Multipolarity) โดยมุ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ปรากฏในช่วง ค.ศ. 1970 – 1979 โดยเห็นว่าอำนาจในโลกมิได้มีเพียง 2 ค่าย แต่กระจายกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม คือ เป็น “หลายขั้วอำนาจ” โดยมีกลุ่มอำนาจใหม่เกิดขึ้น เช่น จีน ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรปตะวันตก

ทฤษฎีความมั่นคงร่วมกัน เป็นทฤษฎีที่ต่อเนื่องจากทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อสถาปนาความรับผิดขอบร่วมกัน และเพื่อนำเอาทรัพยากรในแต่ละรัฐที่รวมกันมาใช้เพื่อการรักษาสันติภาพ ซึ่งการรับผิดชอบร่วมกันจะเกิดขึ้นได้ก็โดยความร่วมมือของรัฐประชาชาติ 3 รัฐขึ้นไป
ผลผลิตของทฤษฎีนี้ คือ การก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศ 2 องค์การ ได้แก่
1. องค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1920 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในขณะนั้นคือ วูดโรว์ วิลสัน เป็นผู้สนับสนุนให้จัดตั้งขึ้น
2. องค์การสหประชาชาติ (UN: United Nations) โดยเมื่อเริ่มก่อตั้งใช้ชื่อว่า United Nation Organization (UNO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันองค์การสหประชาชาติมีสมาชิกทั้งหมด 192 ประเทศ โดยมีประเทศสมาชิกล่าสุด คือ มอนเตเนโกร (แยกตัวเป็นเอกราชจากเซอร์เบีย)
ESCAP (องค์การว่าด้วยกิจการด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในเอเชียและแปซิฟิก) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ อาคารสหประชาชาติ (UN Building) กรุงเทพฯ

ทฤษฎีป้องปรามและทฤษฎีการผ่อนคลายความตึงเครียด
โดยทฤษฎีป้องปรามมีจุดประสงค์เพื่อต้องการยับยั้งการขยายอิทธิพล ยับยั้งการรุกรานและแผ่แสนยานุภาพ ด้วยการรวมสมัครพรรคพวกของประเทศต่าง ๆ ขึ้น ส่วนทฤษฎีการผ่อนคลายความตึงเครียด ได้แก่ การไม่เข้าแทรกแซงกิจการภาในของประเทศอื่น, การเปลี่ยนนโยบายเผชิญหน้าเป็นนโยบายเจรจา, การมีนโยบายลดกำลังอาวุธและควบคุมอาวุธร้ายแรง

กฎหมายระหว่างประเทศ หมายถึง บรรดากฎข้อบังคับทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดความสัมพันธ์ต่างๆ ระหว่างรัฐทั้งหลาย และกฎข้อบังคับที่อยู่เหนือกฎข้อบังคับใด ๆ ของรัฐใด ๆ

เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศจะเกี่ยวข้องกับ
(1) สนธิสัญญา (Treaties) ซึ่งเป็นที่มีที่สำคัญยิ่งของกฎหมายระหว่างประเทศภาคมหาชน
(2) จารีตประเพณีระหว่างประเทศ ได้แก่ สิ่งที่รัฐทั้งหลายได้ปฏิบัติร่วมกันและติดต่อกันเป็นเวลานาน
(3) หลักกฎหมายทั่วไป ได้แก่ หลักกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับโดยที่รัฐที่เจริญมีอารยธรรมเดียวกัน

องค์การระหว่างประเทศ
การจำแนกองค์กรระหว่างประเทศตามแนวของ Pierre Vellas กระทำได้ 3 วิธีคือ
1. การจำแนกโดยหน้าที่ หมายถึง มองเป้าหมายและหน้าที่ขององค์กร ได้แก่
- องค์การทางการเมือง เช่น สหประชาชาติ (UN) ฯลฯ
- องค์การทางเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารโลก (IBRD), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), องค์การการค้าโลก (WTO) ฯลฯ
- องค์การทางสังคม เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) ฯลฯ
- องค์การทางคมนาคมและการขนส่ง เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ITU) ฯลฯ
- องค์การทางทหาร เช่น องค์การป้องกันร่วมกันแอตแลตติกเหนือ (NATO) ฯลฯ
2. การจำแนกโดยพื้นที่ หมายถึง การใช้ภูมิศาสตร์และขอบเขตงานขององค์กร ได้แก่
- องค์การสากล เช่น UN, IBRD, IMF, WTO, WHO ฯลฯ
- องค์การภูมิภาค เช่น NATO, EU, ASEAN, AFTA ฯลฯ
3. การจำแนกโดยถืออำนาจบังคับทางกฎหมาย เป็นองค์การที่มีของเขตของงาน ได้แก่
- องค์การระหว่างรัฐ โดยยึดหลักการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกันของรัฐสมาชิก
- องค์การอภิรัฐ เป็นการรวมกลุ่มของรัฐเอกราช และมอบอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้แก่องค์การมากกว่าแบบแรก เช่น สหภาพยุโรป (EU)
-
ปัจจุบันสมาคมอาเซียน (ASEAN) ประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกที่ริเริ่มก่อตั้ง 5 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ต่อมามีสมาชิกเพิ่มอีก 5 ประเทศ คือ บรูไน เวียดนาม ลาว กัมพูชา และ พม่า
เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA : ASEAN Free Trade Area) เป็นองค์กรความร่วมมือกันในด้านการค้าของกลุ่มประเทศอาเซียน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยข้อเสนอของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีต นายกรัฐมนตรีของไทยในสมัยนั้น
องค์การซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุขระดับโลก คือ องค์การอนามัยโลก (WHO : World Health Organization)
องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เป็นทบวงชำนาญพิเศษขององค์การสหประชาชาติที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ระดับโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งการกำหนดว่าอะไรคือ “มรดกโลก” จะกระทำโดยองค์การ UNESCO

G-7 (Group of Seven) คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี แคนาดา และญี่ปุ่น โดยมีการนัดประชุมยอดระดับผู้นำทุกปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 เป็นต้นมา เพื่อปรึกษากันในเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองของโลก (นับแต่ปี ค.ศ. 1984 มีการเชิญประธานาธิบดีรัสเซียมาปรึกษาด้วยในช่วงท้ายของการปิดประชุม)

รัฐประศาสนศาสตร์

รัฐประศาสนศาสตร์ Public Administration

รัฐประศาสนศาตร์ หรือ บริหารรัฐกิจ (Public Administration) เป็นการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการบริหาร (วิทยการจัดการ) นโยบายสาธารณะ และพฤติกรรมองค์การ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตคน เป็นนักบริหารในหน่วยงานของราชกาลและรัฐวิสาหกิจ
เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการบริหารงานสาธารณะก็เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency)
ประสิทธิผล (Effectiveness)
และการประหยัด (Economy)
เพื่อให้เป้าหมายของหน่วยงานบรรลุผลในอันที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม

วิวัฒนาการของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์
วิชาการบริหารรัฐกิจนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่โบราณเมื่อมีการจัดองค์การทางการเมืองเป็นรัฐแต่ที่เป็นหลักวิชาการและมีผลงานเขียนที่เป็นหลักฐานนั้น อาจแบ่งเป็นยุคสมัย ต่าง 3 ยุคดังนี้
1. ยุคแรก คือ ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มมีการศึกษารัฐประศาสนศาตร์กันอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ของสหรัฐฯ ได้เขียนบทความที่มีชื่อเสียงในปี ค.ศ. 1887 เรื่อง The Study of Administration ซึ่งเป็นการเริ่มต้นแนวคิดการแยกการเมืองออกจากการบริหาร
2. ยุคที่สอง คือ ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคที่นักวิชาการทั่วไปหันมาให้ความสนใจในพฤติกรรมศาสตร์ จึงเรียกว่า ยุคของพฤติกรรมศาสตร์
3. ยุคที่สาม คือ ยุคร่วมสมัยในปัจจุบัน โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรัฐประศาสนศาตร์แนวใหม่ ซึ่งเรียกว่า ยุคหลังพฤติกรรมศาสตร์
ก่อนจะถึงยุคพฤติกรรมศาสตร์นั้น ในยุโรปได้มีนักวิชาการที่เป็นผู้ให้กำเนิดวิชารัฐประศาสนศาตร์ในสายพฤติกรรมศาสตร์คือ แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ชาวเยอรมัน โดยเข้าได้เสนอผลงานที่อยู่ในความสนใจ คือ เรื่องการจัดองค์การขนาดใหญ่ในรูประบบราชการ
ในช่วงเดียวกันนี้ในสหรัฐฯ ก็ได้มีนักวิชาการวิศวกร คือ เฟรเดอริค เทเลอร์(Frederick Taylor) ได้เป็นผู้สนใจหลักเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการบริหารโดยถือหลักการแบ่งงานและการประสานงาน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1933 Luther Gulick และ Lyndall Urwick ได้วางแนวการศึกษาการบริหารในรูปกระบวนการ และได้เสนอหลักการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพว่าจะต้องประกอบด้วยหลัก POSDCORB ซึ่งย่อมาจาก
P: Planning (การวางแผน)
O: Organizing (การจัดองค์การ)
S: Staffing (คณะผู้ร่วมงาน)
D: Directing (การสั่งการ)
CO: Coordinating (การประสานงาน)
R: Reporting (การทำรายงาน)
B: Budgeting (การทำงบประมาณ)

รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่
แนวความคิดของรัฐประศาสนศาตร์ในความหมายใหม่ มีดังนี้
1. เห็นว่านักบริหารเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานทั้ง 2 อย่าง คือ กำหนดนโยบาย และบริหารนโยบาย ดังนั้นเรื่องนโยบายและการบริหารจึงควรเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน
2. จะต้องพยายามแสวงหาหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายและโครงสร้างต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความเป็นธรรมในสังคม ทั้งนี้โดยมุ่งส่งเสริมวัตถุประสงค์ดังนี้
(1) การจัดการที่ดี
(2) มีประสิทธิภาพ
(3) ประหยัด
(4) มีความเป็นธรรมทางสังคม
3. มีแนวโน้มที่จะศึกษาทดลอง หรือสนับสนุนรูปแบบของการจัดองค์การราชการที่ได้มีการแก้ไขแนวคิดบางประการ เช่น การกระจายอำนาจ การขยายความรับผิดชอบ ฯลฯ
4. จะต้องพยายามแสวงหาหนทางที่จะใช้ในการบริหารนโยบาย เพื่อช่วยปรับปุรงคุณค่าหรือคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และต้องคำนึงถึงความสำคัญของระบบนิเวศหรือสิ่งแวดล้อมด้วย
5. พยายามที่จะให้มีการมุ่งมั่น ความสนใจไปที่ตัวปัญหา และพยายามพิจารณาทางเลือกต่างๆ ที่เป็นไปได้ในการเผชิญกับปัญหานั้นฯ โดยสถาบัน เช่น ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ฯลฯ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สามารถบรรลุถึงการแก้ปัญหาที่ใกล้เคียงความจริง
6. เน้นในส่วนที่เป็นราชการมากกกว่าการบริหารทั่วๆ ไปในการแก้ไขปัญหา

รัฐประศาสนศาตร์มีความเกี่ยวพันกับรัฐศาสตร์มาก บางครั้งกล่าวกันว่า รัฐศาสตร์เป็นเรื่องการเมือง และรัฐประศาสนศาตร์เป็นเรื่องการบริหาร
รัฐประศาสนศาตร์ได้มีวิวัฒนาการมามาก และในปัจจุบันนี้ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมในสังคมมาก

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความคิดทางการเมืองยุคกลาง

ความคิดทางการเมืองยุคกลาง
อาจารย์ สุรชัย เจนประโคน

คำว่า “ยุคกลาง” หมายถึงช่วงระยะเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่ห้า จนถึงศตวรรษที่ สิบสาม ของยุโรป เพราะก่อนศตวรรษที่ห้าเป็นยุคของโรมัน ส่วนหลังศตวรรษที่สิบสี่ก็เข้าสู่ยุคฟื้นฟูอารยธรรมกรีกและโรมันอย่างเต็มตัว หรือเรียกว่า “Renaissance” และที่สำคัญก็คือผู้คนชาวยุโรปในช่วงเวลาที่เรียกว่า “ยุคกลาง” นั้น มิได้ตระหนักสำนึกรู้ว่าพวกเขาอยู่ใน “ยุคกลาง” และมิได้สำนึกว่าพวกเขาอยู่ในยุคกลาง และพวกเขาเรียกยุคของเขาว่า “ยุคใหม่” (Modern) ด้วยเหตุที่หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ผู้คนในยุโรปต่างตระหนักว่ายุคสมัยหนึ่ง (ยุคแห่งความรุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมัน) ได้สิ้นสุดลงแล้ว
และได้เข้าสู่ยุค “หลังจักรวรรดิโรมัน” ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า “ยุคใหม่” และเรียกยุคของจักรวรรดิโรมัน ที่ล่มสลายไปว่าเป็น “ยุคโบราณ”
[1]
ขณะเดียวกัน เราก็ต้องเข้าใจด้วยว่านัยความหมายของยุคสมัยใหม่ ของพวกเขานั้นแตกต่างไปจากความเข้าใจใน “ยุคสมัยใหม่” อย่างที่เราเข้าใจ กัน ในปัจจุบัน เพราะ “ยุคใหม่” ของพวกเขานั้นเป็นอะไรที่ ว่างเปล่า สูญเสีย ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพราะความยิ่งใหญ่ได้หายไปพร้อมๆ กับการจบลงของยุคแห่งความรุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมัน
พวกเขามองกลับไปที่ “ยุคโบราณ” อย่างชื่นชมและอาลัยอาวรณ์ ด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าศิลปะวิทยาการหรือภูมิปัญญา “โบราณ” นั้นยิ่งใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดแล้ว
ดังนั้นเมื่อพวกเขาเข้าสู่ “ยุคใหม่” ที่ว่างเปล่าและต่ำต้อย จึงเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องฟื้นฟู “ภูมิปัญญาโบราณอีกครั้งหนึ่ง การพยายามฟื้นฟูภูมิปัญญาโบราณให้กลับฟื้นคืนมานั้นได้ดำเนินไปตั้งแต่ศตวรรษที่ห้าจนถึงศตวรรษที่สิบห้า
แต่หลังจากการค้นพบทวีปใหม่ของโคลัมบัส และการค้นพบกฎธรรมชาติหรือกฎวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของกาลิเลโอ ก็ได้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ท้าทายความถูกต้องสมบูรณ์แบบของภูมิปัญญาโบราณอันยิ่งใหญ่ และได้นำไปสู่วิวาทะครั้งใหญ่ในหมู่ชนชั้นสูงและผู้ทรงปัญญาความรู้ในยุโรป ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ “การวิวาทะระหว่างผู้ที่นิยมภูมิปัญญาโบราณ และผู้ที่นิยมภูมิปัญญาสมัยใหม่” (the Quarrel between the Ancients and the Moderns)
[2]
วิวาทะ ที่ว่านี้ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่สิบหกเรื่อยมาจนถึงปลายศตวรรษที่สิบแปด และลงเอยด้วยชัยชนะของพวกที่นิยมภูมิปัญญาสมัยใหม่ โดยรูปธรรมของชัยชนะคือ “การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789” ซึ่งล้มล้างสิ่งต่างๆ ของระบอบเก่า[3] โดยสิ้นเชิง ทำให้คนยุโรปตระหนักถึงการก้าวเข้าสู่ “ยุคสมัยใหม่” ที่แท้จริง ที่เลิกนิยมภูมิปัญญาโบราณและหันมาชื่นชมยกย่อง “ความรู้ใหม่” และการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ซึ่งดำเนินสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงได้มีการเรียกขาน “ยุคใหม่” ที่อยู่ในช่วงระหว่าง ศตวรรษที่ห้าจนถึงศตวรรษที่สิบสามเสียใหม่ว่า “ยุคกลาง” อันหมายถึงยุคที่อยู่ระหว่าง ยุคโบราณ และยุคสมัยใหม่ และนี่เป็นที่มาของยุคกลาง ซึ่งไม่มีใครในยุคนั้นรู้ว่าตนอยู่ในยุคกลาง หรือเป็นคนยุคกลาง
เมื่อพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “ความคิดทางการเมืองยุคกลาง” จะพบว่า ในการพยายามให้คำจำกัดความของหลักการสำคัญของความคิดทางการเมืองยุคกลางนั้นอาจกล่าวได้ว่า ยุคกลางคือยุคที่กลับหัวกลับหางกับยุคคลาสสิก เพราะในยุคคลาสสิกศาสนาเป็นแค่ฐานให้กับการเมือง แต่ในยุคกลาง ศาสนามีอิทธิพลครอบงำการเมือง แต่ในยุคกลาง ศาสนามีอิทธิพลครอบงำการเมือง และเป็นตัวกำหนดความชอบธรรมทางการเมืองด้วย โดยเชื่อว่าการดำรงอยู่ของสังคมจะต้องอิงอยู่กับความศรัทธาทางศาสนาที่ทุกคนต้องมีร่วมกัน
จากความเชื่อดังกล่าวนี้ทำให้สังคมสมัยกลางเป็นอาจักรของคริสต์ศาสนา
[4] และในทำนองกลับกัน เราก้กล่าวได้ว่า การสิ้นสุดของความคิดทางการเมืองยุคกลางในประวัติศาสตร์ยุโรปตะวันตกได้เกิดขึ้นเมื่อสภาวะของการขึ้นต่อศาสนาของสังคมการเมืองทั้งในทางปฏิบัติและในทางทฤษฎีได้ยุติลง
ส่วนในโลกตะวันตก ยุโรปสมัยกลาง
[5] ถือกำเนิดขึ้นมาหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ยุโรปอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิโรมันได้ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพทางการเมือง และสังคมที่มีกลไกที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั่วพื้นแถบเมดิเตอร์เรเนียน
แต่เมื่อราวศตวรรษที่ 4-5 โครงสร้างทั้งกมดที่เคยดำรงสืบเนื่องมาภายใต้อารยธรรมโรมันในบริเวณฝั่งตะวันตกของพื้นที่ดังกล่าวได้ล่มสลายลง ด้วยน้ำมือของพวกอนารยชนและชาวคริสต์
พวกอารยชนเหล่านี้ได้รับเอาอารยธรรมละตินของชาวโรมันมาในทำนองเดียวกันกับที่ชาวโรมันรับอารยธรรมตลอดจนศิลปะวิทยาการกรีกหลังจากได้พิชิตชาวกรีกได้แล้ว
เมื่อพิจารณาความคิดทางการเมืองยุคกลางภายใต้บริบทดังกล่าว จะพบว่ามีองค์ประกอบสำคัญสามส่วนนั้นคือ อิทธิพลของคริสต์ศาสนา อารยธรรมโรมันที่สืบต่อมาจากอารยธรรมกรีกและส่วนที่มาจากพวกอนารยชนเอง
ในองค์ประกอบแรก จะพบว่าโลกทัศน์ทางการเมืองแบบคริสต์ศาสนาอยู่ภายใต้อิทธิพลความเชื่อในเรื่องบาปดั้งเดิมของมนุษย์ (original sin) ซึ่งส่งผลให้พวกพระในคริสต์ศาสนาสรุปว่า ความจำเป็นในการใช้อำนาจทางการเมือง (authority) สืบเนื่องมาจากความชั่วร้ายในธรรมชาติ ของมนุษย์เอง ดังนั้นอำนาจทางการเมืองจึงมีไว้เพื่อทั้งลงโทษและแก้ไขบาปของมนุษย์
จะเห็นได้ว่า โลกทัศน์ทางการเมืองแบบคริสต์ศาสนานี้ตรงกันข้ามกับความคิดทางการเมืองในยุคคลาสสิกของเพลโตและอริสโตเติลที่อธิบายว่า การเมืองการปกครองเป็นเรื่องที่เป็นผลพวกของธรรมชาติของมนุษย์และเป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์พบกับความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์
ความคิดทางการเมืองยุคกลางจึงปฏิเสธความคิดของอริสโตเติลที่ว่า “มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นสัตว์การเมือง” โดยเฉพาะความคิดทางการเมืองยุคกลางในช่วงต้นๆ ที่เห็นว่ารัฐและการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องที่มนุษย์สร้างหรือตกลงกันขึ้นมาเองที่หลัง (convention) และที่สำคัญ มันเป็นการตกลงกันของคนที่ไม่บริสุทธิ์สมบูรณ์ (imperfect man) เพื่อที่จะหาทางที่จะมีชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในโลกที่เต็มไปด้วยคนบาป (to make the best of a bad job) ดังนั้นเราจะพบว่า บรรดาพระในคริสต์สาสนาอธิบายสถาบันทางสังคมการเมืองที่ดำรงอยู่ในสมัยนั้นว่าเป็นสิ่งที่เป็นผลพวกจากความตกต่ำหรือบาปของมนุษย์ (the fall of man)
วิธีคิดดังกล่าวนี้มองว่า “การเมือง – การปกครอง” ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากความจำเป็น อันมีสาเหตุมากจากบาปและความชั่วร้ายของมนุษย์ของคริสต์ศาสนา มีส่วนคล้ายคลึงกับความคิดทางการเมืองของนักคิดที่ไม่ช่ชาวคริสต์ หรือพวกที่ไม่ได้นับถือพระเจ้าในสมัยโรมัน (pagan) ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดของพวกสโตอิก (stoic) ซึ่งเป็นสำนักคิดที่ได้รับความนิยมในช่วงต้นคริสตกาลหรือปลายยุคโรมันโดยเฉพาะความคิดของนักคิดโรมัน ชื่อ เซเนกา เขาได้แบ่งมนุษย์ออกเป็นสองยุค ยุคแรกได้แก่ยุคทองที่มนุษย์ทุกคนมีความสุขสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องมีการเมืองการปกครองแต่อย่างใด ส่วนอีกยุคหนึ่งคือยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่ไม่สมบูรณ์ อันเกิดจากความฉ้อฉลของมวลมนุษย์ด้วยกันเอง แต่กระนั้น ความแตกต่างระหว่างมุมมองของเซเนกาและคริสต์ศาสนาอยู่ที่เซเนากา เห็นว่า อารยธรรมเป็นตัวทำให้มนุษย์เลวลง ส่วนคริสต์ศาสนาเห็นว่าสาเหตุของความตกต่ำของมนุษย์อยู่ที่วิญญาณชั่วร้ายของมนุษย์เอง
มรดกทางความคิดอีกประการหนึ่งของสโตอิก ซึ่งเป็นสำนึกคิดสำคัญแห่งอารยธรรมโรมัน ที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองยุคกลาง และพวกชาวคริสต์ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างมากในภายหลัง นั้นคือ เรื่อง กฎธรรมชาติ สากล (the idea of a universal law of nature) ความคิดที่ว่านี้เชื่อว่า มีกฎแห่งจักรวาลที่โยงใยสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเข้าด้วยกัน และนำสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้ไปสู่ความสมบูรณ์ที่เป็นธรรมชาติ ของแต่ละสรรพสิ่งนั้น
อย่างไรก็ตาม พวกสโตอิก ไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนลงไปว่า กฎดังกล่าวที่ว่านี้เป็นกฎที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าคนหรือสัตว์ รับรู้ได้อยู่แล้วโดยสัญชาตญาณ หรือ กฎดังกล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นที่รับรู้ได้โดยอาศัยพลังหรือศักยภาพในการใช้เหตุผลที่มีอยู่เฉพาะในตัวมนุษย์ เมื่อไม่มีการอธิบายไว้ให้ชัดเจน พวกนักคิดในคริสต์ศาสนาในช่วงต้นๆจึงได้เลือกที่จะเชื่อในคำอธิบายในแบบที่สอง นั้นคือ มนุษย์ เท่านั้นที่สามารถรับรู้การดำรงอยู่ของกฎธรรมชาตินี้
ต่อมา นักคิดทางการเมืองในช่วงต้นคริสต์ศาสนาอย่างอากัสติน
[6] เป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญยิ่งต่อการก่อการร่างความคิดทางการเมืองยุคกลาง โดยงานเขียนสำคัญของเขาชื่อ “The City of God” มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความเป็นปฎิปักษ์กันของชีวิตสองแบบ นั่นคือ ชีวิตของชาวคริสต์ที่มีจิตวิญญาณที่กลับใจ และมุ่งสู่การหลุดพ้นและชีวิตของสังคมอันตกต่ำของพวกมนุษย์ที่ละเลยพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งการแบ่งชีวิตของสังคมอันตกต่ำของพวกมนุษย์ที่ละเลยพระผู้เป็นเจ้าซึ่งการแบ่งชีวิตออกเป็นงานสองแบบของออกัสตินนี้ส่งผลต่อการอธิบายเรื่องการเมืองในความคิดทางการเมืองยุคกลางอย่างเห็นได้ชัด
ออกัสตินมิได้มุ่งหมายให้ “The City of God” เป็นงานทาง “ปรัชญาทางการเมือง” แต่ประการใด เพราะเจตนาในการเขียนงานชิ้นนี้มุ่งไปที่การตอบโต้ข้อกล่าวหาของพวกที่ไม่ได้นับถือพระเจ้า (pagan) ที่กล่าวหาว่าคริสต์ศาสนาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิโรมันล่มสลาย และในการโต้แย้งนี้ออกัสตินได้สร้างสิ่งที่เราสามารถเรียกได้ว่าเป็น ปรัชญาประวัติศาสตร์ ในแนวทางคริสต์ศาสนาอย่างเป็นระบบขึ้นครั้งแรกอันเป็นการกล่าวถึงเรื่องราวของมนุษย์ชาติทั้งมวล ที่ครอบคลุมกาลเวลาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยตั้งประเด็นในการดำเนินเรื่องราวของมนุษยชาติ อยู่ที่ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างสองนคร นั่นคือ นครของพระผู้เป็นเจ้า (the city of God) และนครของวิญญาณชั่วร้าย (the city of Devil)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรพึงระมัดระวังให้ดีในการตีความในประเด็นนี้ก็คือ ออกัสตินไม่ได้กล่าวอย่างเจาะจงชัดเจนลงไปเลยว่า ศาสนจักร คือนครแห่งพระผู้เป็นเจ้า (the city of God) หรือตีตราว่า รัฐหรืออาณาจักร (the State) ที่มีฆราวาสเป็นผู้นำนั้นเป็นนครแห่งมารร้าย (the city of Devil) เพราะเราพบเพียงว่าตลอดข้อเขียนของเขานั้น เขากล่าวว่า ตราบจนถึงวันพิพากษา (the day of judgement) ทั้งคนดีหรือคนที่พระผู้เป็นเจ้าเลือก และคนเลวหรือคนที่พระผู้เป็นเจ้าสาปแช่งนั้นต่างมีอยู่ปะปนกันทั้งในโลกของพระหรือศาสนจักร และในโลกของฆราวาสหรือรัฐ
ข้อที่ควรสังเกตให้ความสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในบทที่สิบเก้า ใน the city of God ออกัสตินได้กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของศาสนจักรที่มีต่ออำนาจทางการเมืองทางโลกที่มีรัฐต่างๆ เขากล่าวว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในรัฐหรืออาณาจักรของคนที่ไม่นับถือคริสต์เพราะคนเหล่านี้ไม่เชื่อฟังและไม่เคารพพระผู้เป็นเจ้า แต่เฉพาะในชุมชนทางการเมืองของชาวคริสต์เท่านั้นที่เป็นรัฐที่แท้ (a true commonwealth) และชาติของชาวคริสต์เท่านั้นที่เป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริงได้
ด้วยเหตุนี้ออกัสตินจึงไม่ยอมรับว่า รับของพวกนอกศาสนาเป็นรัฐที่แท้ แต่กระนั้นก็ดี เขากลับรับว่า รัฐของพวกนอกศาสนาเป็นรัฐที่แท้ แต่กระนั้นก็ดี เขากลับยอมรับว่า การที่คนมาอยู่รวมกันเป็นพลเมืองและมีเป้าหมายร่วมกันก็สามารถจะเรียกชุมชนของพวกนอกศาสนานี้ว่าเป็นรัฐได้ในระดับหนึ่งหากรัฐดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานขั้นต่ำสุดของการมีระเบียบและความสงบเรียบร้อยทางด้านวัตถุได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวคริสต์สามารถใช้ประโยชน์ได้ในช่วงเวลาของการแสวงบุญในโลกมนุษย์
จากความคิดที่เชื่อว่าชุมชนทางการเมืองของชาวคริสต์เท่านั้นที่เป็นรัฐที่แท้ และรัฐของชาวคริสต์เท่านั้นที่เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งที่จะก่อให้เกิดความยุติธรรม เราจะพบการขยายความต่อไปได้อีกว่า ความยุติธรรมในสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองมีคุณธรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อคุณธรรมตามแนวของคริสต์ศาสนาเป็นกรอบในการใช้อำนาจทางการเมือง ย่อมส่งผลให้เกิดความยุติธรรมแก่สังคมโดยรวม ดังนั้น สิทธิทางการเมือง ย่อมสมควรถูกจำกัดอยู่แต่ผู้ที่มีคุณธรรมเท่านั้น และผู้ที่ทรงคุณธรรมตามแนวคริสต์ศาสนาย่อมได้แก่ พระ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ปกครองทางจิตวิญญาณ และ รวมถึงฆราวาสที่ได้รับการยอมรับจากพระให้เป็นผู้ปกครองทางโลก หรือทางกาย อันมีสถานะต่ำกว่าพระซึ่งเป็นผู้ปกครองทางจิตวิญญาณ ด้วยวิญญาณเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์และมีสถานะสูงกว่า กาย และด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้ การยอมรับความเท่าเทียมกัน ของสมาชิกทุกคนในสังคมย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะก่อให้เกิดความยุติธรรมและความดี เพราะคนดีย่อมต้องอยู่เหนือความชั่ว คนที่มีคุณธรรมย่อมต้องอยู่เหนือคนที่ไม่มีคุณธรรม
เราจะพบว่า ประเด็นข้างต้นนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับแนวคิดทางการเมืองกรีกโบราณของเพลโตที่ว่า ผู้รักในความรู้ (Philosopher) เท่านั้นที่ สมควรที่เป็นผู้ปกครอง (ruler) หรือแนวคิดทางการเมืองของ อริสโตเติล ที่ปฎิเสธ ความเท่าเทียมกันตามหลักคณิตศาสตร์ (arithmetic equality) ซึ่งยืนยันว่า คนดีมีคุณธรรมเท่านั้นสมควรที่จะมีสิทธิทางสังคมการเมืองหรือมีสิทธิทางสังคมการเมืองมากกว่าคนผู้ไร้ซึ่งคุณธรรม และด้วยเหตุนี้เองที่พวกพระในฐานะที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมความดีย่อมมีสิทธิ์ต่างๆ เหนือคนธรรมดาทั่วไป และผู้ที่ได้รับการยอมรับจากพระให้เป็นตัวแทนในการปกครองทางโลกย่อมมีสิทธิ์เหนือคนธรรมดาทั่วไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความคิดคริสต์ศาสนานี้ แน่นอนว่า อำนาจสูงสุดย่อมเป็นอำนาจของฝ่ายสงฆ์ และการใช้อำนาจดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถปฎิเสธได้ ไม่ว่าผลที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจนั้จจะเป็นอย่างไรก็ตาม ดังที่ สันตะปาปาเกลาซิอุสที่ หนึ่ง (Pope Gelasius I) ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง ค.ศ.492-496 ได้พยายามกำหนดความชัดเจนของอำนาจของศาสนจักรขึ้น ซึ่งปรากฎในเนื้อหาของจดหมายที่พระองค์ได้เขียนถึงอนาสทาซิอุสที่ หนึ่ง (Anastasius I) จักรพรรดิแห่งอนาจักไบแซนไทน์ว่า “อำนาจการปกครองที่สำคัญในโลกนี้มีอยู่สองประเภทเท่านั้น นั่นคือ อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ (the sacred authority or auctoritas) ซึ่งเป็นของสันตะปาปา และพระราชอำนาจของกษัตริย์ (potestas)”
ในการเขียนจดหมายนี้ สันตะปาปาเกลาซิอุสมีพระประสงค์ที่จะต่อต้านการขยายอำนาจของฝ่ายอาณาจักรโดยจักรพรรดิอนาสทาซิอุส พระองค์กล่าวย้ำว่า ระหว่างสองอำนาจนี้ อำนาจทางจิตวิญญาณย่อมอยู่เหนือกว่า และการใช้คำว่า Auctoritas สำหรับอำนาจฝ่ายอาณาจักรของกษัตริย์นั้นบ่งชี้ถึงลำดับความสำคัญในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะ auctoritas ตามนัยกฎหมายโรมัน หมายถึงต้นกำเนิดของอำนาจการปกครองสูงสุดในขณะที่ potestas หมายถึงการเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบหมายอำนาจการปกครองและนำไปปฎิบัติ
การ

[1] Ancient
[2] Querelle Ddes anciens et des modernes, in Tilo Schabert, “Modernity and History I: What is Modernity?,” pp.12-13 in The Promise of History: Essays in Political Philosophy, Athanasios Moulakis, edt. (Berlin and New York: Walter d Gruyter: 1986).
[3] Ancient regime
[4] Christian Commonwealth
[5] The Middle Ages
[6] St.Augrstine of Hippo: 354-430

รัฐศาสตร์ทั่วไป

อ.สุรชัย เจนประโคน
คำนิยามของ วี.โอ.คีย์[1]
การเมืองเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับการบังคับบัญชาและถูกบังคับบัญชา การควบคุม การเป็นผู้ปกครองและถูกปกครอง[2]
การเมืองตามคำนำยามนี้เป็นเรื่อง อำนาจ อันได้แก่ การได้มาและรักษาไว้ซึ่งอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมือง “อำนาจ” หมายถึง การลดหลั่นในเรื่องการบังคับบัญชา มีการแบ่งงานระดับสายงาน หรือมีการแบ่งว่าไครเป็น
1.ผู้ปกครอง (คือรัฐ)
2.ใครเป็นผู้อยู่ใต้การปกครอง (ราษฎร์)

คำนิยามของ David Easton[3]
การเมือง เป็นการ แบ่งสันปันส่วนหรือจัดสรร โดยใช้อำจาจอันเป็นที่ได้รับการยอมรับหรือที่ถือว่าเป็นไปตามสิทธิอำนาจ (authoritative allocation of values)[4] เป็นคำนิยามที่เน้นการแบ่งสรรประโยชน์

คำนิยามของโวลิน
เน้นสามประเด็นหลักช่วยให้เข้าใจได้อย่างสมบูรณ์
[1] นักรัฐศาสตร์อเมริกัน ช่วงประธานาธิบดีไอเซนเฮาวร์
[2] V.O.Key, Jr.Politics, Parties and Pressure Groups, 4th ed., Crowell, 1985, p.6
[3] นักรัฐศาสตร์ร่วมสมัยกับ V.O.Key
[4] David Easton. The Political System. New York: Knopf, 1957, p.180

รัฐศาสตร์ทั่วไป

รัฐศาสตร์ทั่วไป
Introduction to Political Science

อ.สุรชัย เจนประโคน

รัฐศาสตร์ เป็นศัพท์ที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศ
1.Politics การเมือง
2.Political Science รัฐศาสตร์
3.Government การปกครอง
ความแตกต่างของศัพท์ 3 คำมีอยู่บ้าง แต่ในวงการรัฐศาสตร์ตะวันตกใช้ในความหมายที่แทนกันได้ อ้างจาก Encytclopedia of the Social sciences สารานุกรมสังคมศาสตร์.Vol.11, New York: Macmillan, 1954, p.225
คำศัพท์ในภาควิชาในสหรัฐอเมริกาเน้น ความเป็นวิชาการและมีความเป็นเอกเทศ คือ เป็นตัวของตัวเองมากไม่ใช่อยู่ใต้บังคับบัญชาเชิงบริหารอย่างสังคมไทย ซึ่งขึ้นอยู่กับคณะ วิชา
ความแตกต่างระหว่าง “รัฐศาสตร์” กับ “การเมือง” ที่ใช้ในภาษาไทย คือ “รัฐศาสตร์” เป็นเรื่องวิชาการ ซึ่งมีการจัดระบบหมวดหมู่อย่างชัดแจ้ง
ศัพท์ “การเมือง” ในภาษาพูดมีความหมายเอนเอียงไปในทางลบ หรือไม่ค่อยดีนัก ซึ่งเข้าใจในเรื่องขัดแย้งด้วยผลประโยชน์ ส่วนตัว
“การเมือง” อิงรากศัพท์มาจาก “Polis” ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า นครรัฐ
[1]อันเป็นการรวมตัวทางการเมืองแบบหนึ่ง ซึ่งใหญ่กว่าระดับครอบครัวหรือชนเผ่า
ต้นตอของ “รัฐศาสตร์” หรือที่เราใช้ในภาษาอังกฤษว่า “political science” มาจากภาษา เยอรมัน คือ staatswissenschaft
[2] แปรตามตัวอักษร คือ “ศาสตร์แห่งรัฐ” ซึ่งพึ่งมีขึ้น ในศตวรรษที่ 18 และ 19 (ประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา) และในภาษาเยอรมัน Staat-สตาต แปลว่ารัฐ และ Wissenschaft –วิสเซนชาฟต์ หมายถึง วิทยาการ ไม่ได้หมายเฉพาะเจาะจงว่าเป็น วิทยาศาสตร์ ดังนั้น จวบจนกระทั่งทุกวันนี้
ศัพท์ “Government” มีรากมาจากภาษากรีก คือ “kybernates”
[3] แปลว่า ผู้ถือหางเสือเรือ ซึ่งคงทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่าการเมืองการปกครอง และโดยเฉพาะรัฐบาลเป็นเสมือนเรือที่ไม่อยู่นิ่ง และมีวลี ว่า “รัฐนาวา” (ship of state ) ตามมา

คำนิยาม ของ ลาสเวลล์
การเมือง ได้แก่ เรื่องเกี่ยวกับอิทธิพลและผู้มีอิทธิพลHarold Lasswell กล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่อง เกี่ยวกับอิทธิพล (The study of politics is the study of influence and the influential) ในหนังสือชื่อ การเมือง ใครได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร
[1] ยกตัวอย่าง นครรัฐในกรีกโบราณได้แก่ เอเธนส์และสปาร์ตา
[2] อ่านว่า สตาตสวิสเซนชาฟต์
[3] อ่านว่า ไค เบอร์ เน ตีส

การศึกษาปรัชญาการเมือง

การศึกษา ปรัชญาการเมือง ช่วยให้เราจัดรูปแบบและสร้างระเบียบความสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์ กับตัวของเขาเอง ผ่านทางคำสอน และแนวคิดในเรื่องการรู้จักตัวเอง จิตวิญญาณ และการมีชีวิตที่ดี มีคุณธรรมส่วนนี้สำคัญ
และการที่เป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง สามารถ ที่จะแยกความแตกต่างของผู้ปกครองที่ดีกับผู้ปกครองที่เลว ได้
และได้รู้ซึ้งถึงเรื่องของระบบการปกรองรูปแบบต่างๆ

อาจารย์ สุรชัย เจนประโคน